แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คันใต้ใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คันใต้ใจ แสดงบทความทั้งหมด

Phuket Street Show Festival 2010

ททท.จัดเทศกาลศิลปะการแสดงริมถนนระดับโลกครั้งแรกกลางเมืองภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นบนถนนสายวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าภูเก็ต
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ร่วมกับเทศบาลนครภูเก็ต มูลนิธิเมืองเก่าจังหวัดภูเก็ต และชมรม Old Phuket Town จัดงานPhuket Street Show Festival 2010หรือ เทศกาลศิลปะการแสดงริมถนนระดับโลกครั้งแรกกลางเมืองภูเก็ต บนถนนสายวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าภูเก็ตให้เข้าชมฟรี ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 17-19 ธันวาคม 2553 ระหว่างเวลา 17.00 น. – 23.00 น. บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ถนนถลาง ถนนกระบี่ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ซึ่งมีคณะนักแสดงที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกและในประเทศไทย โดยนำการแสดง Street Performance หลากหลายรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น บราซิล ออสเตรเลีย และเยอรมัน รวม 16 คณะ อาทิ 
คณะ Acrobuffos จากสหรัฐอเมริกาเป็นการแสดงตลกของนักสู้บอลลูนน้ำที่จะสร้างความสนุกสนานเปียกปอนทั่วตัวนักแสดงและผู้ชมถือเป็นไฮไลต์ของการจัดงานครั้งนี้ 
คณะการแสดง Aerial Acrobatic (Tissue Act) จากเนเธอร์แลนด์โชว์เด่นของคณะนี้เป็นการเล่นกายกรรมบนริ้วผ้าที่จะทำให้คนดูตื่นเต้นแทบลืมหายใจโดยนักแสดงจะหล่นตัว หมุนตัวอยู่เหนือผู้ชมเป็นการเดินทางจากฟ้าสู่พื้นน่าจับตา
คณะการแสดง Funniest จากเกาหลีเป็นนักแสดงคู่หูคู่ฮา ผู้เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันในทุกท่วงท่าจะมาโชว์ความสามารถที่เกิดจากการประยุกต์การแสดง Circus แบบดั้งเดิมให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อเรียกรอยยิ้มจากผู้ชมทุกผู้ทุกวัย 
คณะการแสดง James จากบราซิลจะเป็นการโชว์ความสามารถระดับ BMX Champion ซึ่งหนุ่มนักแสดงจะควบจักรยาน BMX ได้ ผาดโผนโจนทะยานอย่างน่าตะลึงที่สุดคนหนึ่งของโลก 
คณะการแสดง Le Tennis จากฝรั่งเศสเป็นคณะนักแสดง Trio จะมาสร้างเสียงฮาด้วยการแสดง Comedy Juggling ระดับชั้นเซียนที่จำลองเอาสนามเทนนิสสุดป่วนมาให้ทุกคนได้ดูไปขำไป

ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ปี 2553



ประเพณีกินผัก ที่ชาวบ้านและชาวจีนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า เจี๊ยะฉ่าย นั้น เป็นลัทธิเต๋าซึ่งนับถือบูชาเซียนเทวดา เทพเจ้า วีรบุรุษ เป็นประเพณีที่คนจีนนับถือกันมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยน วันประกอบพิธีจะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำถึง 9 ค่ำ ตามปฏิทินจีนของทุกปี
ในปัจจุบันประเพณีเจี้ยะฉ่าย (กินผัก) ของชาวภูก็ตได้มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาทุกปีนับเวลาได้ หลายร้อยปีแล้วซึ่งถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามและเป็นประเพณียิ่งใหญ่ของชาวภูเก็ตกับกิจกรรม อิ่มบุญ เสริมบารมี อยู่เย็นเป็นสุข ในช่วงงานประเพณี

ประเพณีแข่งเรือกอและ เรือยาว เรือกอยอง ชิงถ้วยพระราชทาน

 21 ก.ย. 2553 - 25 ก.ย. 2553 ณ. จังหวัดนราธิวาส

งานวันลองกอง วันกระจูด งานแข่งเรือกอและหน้าพระที่นั่งชิงถ้วยพระราชทาน การแข่งขันประชันเสียงนกกรงหัวจุก และการแข่งขันประชันเสียงนกเขาชวา 




0 7352 2411
ส่งอีเมล
เยี่ยมชมเว็บไซต์
   

ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ปี 2553

 2 ต.ค. 2553 - 11 ต.ค. 2553

จัดบริเวณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 ในวันแรม 1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำเดือนสิบของทุกปี เพื่ออุทิศส่วน

Night Paradise Hatyai Countdown 2010

วันจัดงาน : วันที่ 29 – 31 ธันวาคม 2552
สถานที่จัดงาน : ใจกลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา

กิจกรรม
ภายในบริเวณงานเน้นแสง สี เสียง ซึ่งเป็นไปในลักษณะกิจกรรมบันเทิงและรื่นเริงต่าง ๆ มีการตกแต่งประดับประดาสถานที่ให้สวยงาม ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทย การประกวดวงลูกทุ่ง รวมทั้งการแสดงจากสถานบันเทิง/หน่วยงานต่าง ๆ อีกมากมาย กิจกรรมการแสดงในรูปแบบต่างๆ



ร่วมพิธีเปิดสุดอลังการและขบวนแห่คาร์นิวัล ร่วมเฉลิมฉลองการนับถอยหลังสู่ปี 2010 (Countdown) กิจกรรม “สีสันเสน่หา” เป็นกิจกรรมบันเทิง บนถนนเสน่หานุสรณ์ในรูปแบบต่าง ๆ จากสถานบันเทิง และโรงแรมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การออกร้านจำหน่ายสินค้าจากห้างร้านต่าง ๆ ,ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP, ร้านอาหารชื่อดัง ของอำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลา มากกว่า 200 ร้านค้า

สอบถามรายละเอียด
ททท. สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0 7423 1055

บุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

วันที่ 1 มกราคม 2553

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช ร่วมกับชมรมรักบ้านเกิดนครศรีธรรมราช และพุทธสมาคมนครศรีธรรมราช กำหนดจัดงานบุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วันที่ 1 มกราคม 2553 เพื่อร่วมกันสืบสานประเพณีให้ทานไฟ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นกิจกรรมต้นแบบของศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา 364 วันรับ 1 วันให้ ศรัทธาแห่งชีวิต จิตวิญญาณ ด้วยย่างก้าวสู่ความเป็นเมืองมรดกโลก พร้อมรณรงค์นุ่งผ้าถุง คาดผ้าซัก

เมืองนครศรีธรรมราช มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นตำนานเกี่ยวโยงกับพุทธศาสนา ที่หยั่งรากลึกในแผ่นดินสยามและมาลายู ประเพณีให้ทานไฟเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของชาวนครศรี ธรรมราช ถือเป็นการฟื้นฟูและส่งเสริมประเพณีที่มีชีวิตเชื่อมโยงด้วยความศรัทธา จากรุ่นสู่รุ่น โดยถือปฎิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นการถวายความอบอุ่นด้วยการก่อกองไฟและปรุงอาหารร้อน ๆ และมีการทำขนมพื้นบ้านง่าย ๆ ที่ทำเสร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว ได้แก่ ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมกรอก ขนมจู่จุน กล้วยแขก ข้าวเหนียวกวน ขนมกรุบ ข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นต้น แล้วนำมาถวายพระภิกษุสงฆ์ในตอนเช้าที่มีอากาศหนาวเย็น โดยมีกำหนดการดังนี้

31 ธันวาคม 2552
21.00 น. - เจริญจิตภาวนาบูชาพระธาตุ ณ วิหารหลวง วัดพระธาตุวรมหาวิหาร

1 มกราคม 2553
04.00 น. - เริ่มก่อกองไฟ ณ ลานข้างพระพุทธบาทจำลอง
05.30 น. - พิธีให้ทานไฟ
06.00 น. - ทำบุญตักบาตรปีใหม่ ณ บริเวณหน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

ผู้อำนวยการกล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อร่วมใจกันฟื้นฟูงานบุญปีใหม่ให้ทานไฟเมืองนคร จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบุญโดยการ “หาฟืนเข้าวัด” ตลอดถึงการมีส่วนร่วมกันทำขนมกับคนใจบุญ เรียกว่า ร่วมเป็น ภัตกรณ์ โดยนิมนต์พระ 53 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ในปีเสือ 2553 และมีผู้ทำขนมจำนวนมากกว่า 100 ราย พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ อิ่มบุญ อิ่มใจ ในงานเทศกาลบุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร ณ เมืองมงคล คนทำดี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช
โทร.0 7534 6515 6
สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร.0 7531 7091, 08 1956 4666

เทศกาลโคมไฟ...สีสันเมืองใต้


เทศกาลโคมไฟ...สีสันเมืองใต้
บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2553
ตั้งแต่เวลา 17.00 - 23.00 น.

สวนโคมไฟแห่งความสุข
พบกับ “9 มหัศจรรย์โคมไฟ...โฉมใหม่”

• โคมไฟน้ำแข็ง...ต้นตำรับจากเมืองฮาร์บิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน
“สานสัมพันธไมตรี 35 ปี ไทย-จีน” เนื่องในโอกาสร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธไมตรีครบรอบ 35 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย - จีน
สุดพิเศษ...สัมผัสความหนาวเย็นของอากาศอุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียส (เสมือนยืนอยู่บนขั้วโลกเหนือ) กับโคมไฟชนิดต่างๆ หลากสีสันที่ทำจากน้ำแข็งมากมาย (เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป โดยเทศบาลนครหาดใหญ่ สนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมจีน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ ททท.)

• โคมไฟ 14 จังหวัด สีสันเมืองใต้
ในรูปแบบของดีเมืองใต้ 14 จังหวัดภาคใต้ (ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และ สุราษฎร์ธานี )
ประเภท - โคมไฟผลไม้ดีเมืองใต้
- โคมไฟสัตว์ขึ้นชื่อเมืองใต้
- โคมไฟอัศจรรย์วัฒนธรรมเมืองใต้

• โคมไฟไทย 4 ภาค
พบกับมิติใหม่กับความคิดสร้างสรรค์โคมไฟ “มงคลชีวิต มงคลแห่งท้องถิ่น” ใน 4 ภาคของประเทศไทย
ภาคเหนือ : โคมไฟมอม
มอม หรือ สิงห์มอม เป็นสัตว์หิมพานต์ รูปร่างลักษณะคล้ายแมว+ ลูกเสือ+ลูกสิงโต เป็นสัตว์พาหนะของเทวดา ชื่อ "ปัชชุนนะเทวบุตร" เทพเจ้าแห่งฝน มีความเชื่อว่าทำให้ ฝนตกตามฤดูกาล บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์

ภาคกลาง : โคมไฟช้างเอราวัณ 3 เศียร
ความเชื่อในตำนานพระพุทธศาสนา ช้างเอราวัณ เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง เมื่อ พระอินทร์ เสด็จฯ ไปที่ใด เอราวัณเทพบุตรก็จะแปลงกายเป็นช้างเผือก ขนาดสูง 150 โยชน์ มี 3 เศียร แต่ละเศียรมีงา 7 งา (งาแต่ละงายาวถึง 4 ล้านวา) ช้างเอราวัณ 3 เศียร เป็นช้างที่มีพละกำลังมากที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง

ภาคอีสาน : โคมไฟพญานาค
นาค หรือ พญานาค คือ งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า

ภาคใต้ : โคมไฟกินรี
กินรี และ กินนร เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก มีปีกบินได้ ตามตำนานเล่าว่าอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เชิงเขาไกรลาศ ถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีบุญวาสนา อยู่ระหว่างโลกมนุษย์และสรวงสวรรค์

• โคมไฟจินตนาการโลกของเด็ก
Small World (จินตนาการโลกของเด็ก) คือ โลกสำหรับเด็กที่เต็มไปด้วยจินตนาการอันบริสุทธิ์กว้างไกล ทำให้เกิดรอยยิ้ม ความสุข ที่ชวนไปสัมผัสและค้นหาเป็นอย่างยิ่ง

• โคมไฟนานาชาติ
ในแต่ละชาติมักจะมี “ดอกไม้ประจำชาติ” เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ และโคมไฟก็เช่นกัน ในแต่ละชาติมักจะทำโคมไฟเพื่อสื่อความหมายที่ทำให้เกิดสิ่งดีๆ ดอกไม้และโคมไฟ สื่อถึงเอกลักษณ์ของแต่ละชาติ
ได้นำเสนอเป็นโคมไฟนานาชาติประจำชาติจาก 8 ประเทศ ในเอเซีย
* ประเทศญี่ปุ่น โคมไฟดอกซากุระ
* ประเทศอินเดีย โคมไฟดอกบัว
* ประเทศไทย โคมไฟดอกราชพฤกษ์
* ประเทศเวียดนาม โคมไฟดอกบัว
* สาธารณรัฐประชาชนจีน โคมไฟดอกเหมย
* ประเทศฟิลิปปินส์ โคมไฟดอกมะลิ
* ประเทศมาเลเซีย โคมไฟดอกชบา
* ประเทศเกาหลี โคมไฟดอกมูกุงฮวา

• โคมไฟโลกของสัตว์
“ The Animal Planet ” แสดงให้เห็นถึงโคมไฟ สัตว์ที่อยู่ในโซนทวีปต่างๆ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
• สัตว์ในแถบประเทศแอฟริกา ประกอบด้วย สิงโต, ฮิปโป, ม้าลาย, ช้างแอฟริกา
• สัตว์ในแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอน ประกอบด้วย จระเข้, คิงคอง)
• สัตว์ในแถบขั้วโลกเหนือ ประกอบด้วย หมีขาว , เพนกวิน , แมวน้ำ , ปลาวาฬเพชรฆาต

• โคมไฟกลางน้ำ
“ สัตว์มงคลแห่งเทพนิยายทั่วโลก ” ดินแดนแห่งความสุข
นำเสนอด้วยสัตว์มงคลในดินแดนแห่งเทพนิยาย อยู่กลางท้องน้ำขนาดใหญ่ ประกอบด้วย
# มังกรและปี่เซียะ สัตว์มงคลของชาวจีน
ในสัญลักษณ์ของชาวจีน มังกร คือเทพเจ้า เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ ซึ่งเป็นสมมติเทพ ปี่เซี๊ยะ คือ เทพลก กวางสวรรค์ มีปากไม่มีทวาร เชื่อกันว่าทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ร้านค้าหรือธนาคารนิยมมีไว้ บูชาเพื่อเก็บกักเงินทองไม่ให้รั่วไหล ขจัดสิ่งอัปมงคล ชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างนิยมนำมาบูชา เพราะเชื่อว่าตามหลักฮวงจุ้ย ว่าเทพเซียนปี่เซี๊ยะจะลงมาคุ้มครองและให้โชคลาภนับแต่นี้ไปอีก 20 ปี
# นกฟีนิกซ์ สัตว์มงคลแห่งเกาหลีและอียิปต์โบราณ
ฟีนิกซ์ ตำนานแห่งสัตว์เทพของอียิปต์โบราณ ฟีนิกซ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ นกนี้สามารถฟื้นชีวิตให้กับผู้ตายได้ เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญ แห่งจิตใจบริสุทธิ์ น้ำตาของนกฟีนิกซ์มีพลังในการรักษาบาดแผลได้ นกฟีนิกซ์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์
# ม้ายูนิคอร์น สัตว์มงคลของชาวยุโรป
ยูนิคอร์น (Unicorn) เป็นสัตว์ในตำนาน เชื่อว่าพบได้ตามป่าทางตอนเหนือของยุโรป เป็นม้าสีขาวบริสุทธิ์ สง่างาม มีเขาที่กลางหน้าผาก และขนของยูนิคอร์นมีคุณสมบัติทางเวทมนตร์สูง ยูนิคอร์นเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ความเข้มแข็ง และความเป็นสุภาพบุรุษ
# เสือ พลังอำนาจอันเป็นมงคลของชาวเอเชีย
เสือ เป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจและความน่าเกรงขามมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมทางแถบเอเชีย (เสือโคร่ง เสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุด)
ในโหราศาสตร์ เสือเป็นหนึ่งใน 12 นักษัตร เรียกในภาษาไทยว่า "ขาล" เรียกในภาษาจีนว่า "โฮ่ว"
ในปี พ.ศ. 2553 นี้ จะเป็นปีที่ย่างเข้าสู่ปีขาล เพื่อแสดงถึงความเป็นมงคลด้านพลังอำนาจและความกล้าหาญของเสือ ให้กับผู้เข้าชมงานทุกท่าน
• โคมไฟ Hi Light จำลองงานเทศกาลต่างๆ ของประเทศไทย
เช่น พิธีเปิดงาน ลอยกระทง วันเฉลิมพระชนมพรรษา( 5 ธันวามหาราช) ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ วันเด็กแห่งชาติ วันแห่งความรัก ตรุษจีน เทศกาลท่องเที่ยว 14 จังหวัดภาคใต้ ฯลฯ

• การประกวดโคมไฟร่วมสมัยและโคมไฟแบรนด์สินค้าต่างๆ
แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือทำโคมไฟต่างๆ ส่งเข้าร่วมงานและประกวด ของสถานศึกษา ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวชาวหาดใหญ่สงขลา บริษัท ห้างร้านต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม อาหาร เครื่องดื่ม มหรสพต่างๆ ภายในงานอีกมากมาย
(พิเศษพบกับ การแสดงศิลปวัฒนธรรมหลากหลายจาก 10 มณฑลใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงภายในงาน ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 1672
ททท.สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0 7423 1055, 0 7423 8518

อันซีน“ทะเลกระบี่” ตามรอยโยนี ตามหาศิวลึงค์

ทะเลกระบี่ยังคงงดงามน่าเที่ยวเสมอมา



แม้ช่วงนี้จะถือว่าเป็นช่วง “โลว์ซีซั่น” ของการท่องเที่ยวทางทะเล เพราะกำลังอยู่ในหน้าฝน ท้องฟ้าไม่จัดจ้าสดใส และมีคลื่นลมแรงในบางวัน แต่ในช่วงเดียวกันนี้อีกนั่นแหละ ที่บรรดาโรงแรมรีสอร์ทริมทะเลจะลดราคาลงให้เราได้เก็บเกี่ยวห้องพักสุดหรู แสนสบายในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม ก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสงามๆของนักท่องเที่ยวอีกช่วงหนึ่ง รวมทั้ง “ตะลอนเที่ยว” ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่เราได้ไปท่องเที่ยวทางบก ไปเยือนถ้ำสวยๆ ในจังหวัดกระบี่กันไปในคราวที่แล้ว แต่ยังไงๆก็ต้องไม่พลาดที่จะออกไปเที่ยวทะเลกระบี่อย่างแน่นอน “ตะลอนเที่ยว” เลือก “เกาะพีพีทัวร์” ให้เป็นคนนำเที่ยวในวันนี้ โดยมีโกจง หรือชำนาญ ศรีสวัสดิ์ นายหัวของเกาะพีพีทัวร์เป็นคนพาเที่ยวด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เขาหลัก เปรียบเสมือนศิวลึงค์ในท้องทะเลกระบี่


การเที่ยวทะเลกระบี่ในวันนี้ของเราโชคดีที่ท้องฟ้าแจ่มใสแต่เช้า มีนักท่องเที่ยวหลายคนรอออกเรือเพื่อไปท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ จำนวนมากเหมือนกัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ส่วนแผนการท่องเที่ยวของ "ตะลอนเที่ยว" วันนี้มีสิ่งพิเศษเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เพราะได้ยินคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ว่า ในทะเลกระบี่นั้นถือเป็นทำเลทอง ที่มีทั้ง "ศิวลึงค์" และ"โยนี" อันเป็นที่เคารพในทางศาสนาฮินดู โดยพราหมณ์ผู้หนึ่งที่มาเยือนจังหวัดกระบี่ได้กล่าวเอาไว้ แต่ศิวลึงค์และโยนีนั้นจะอยู่ตรงไหนนั้น ต้องตามไปดูพร้อมๆ กัน

เราออกเดินทางด้วยเรือสปีดโบทแล่นฝ่าเกลียวคลื่นมายังบริเวณอ่าวไผ่ ปล้อง ซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวนางกับอ่าวไร่เลย์ บริเวณนี้จะมีเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ ซึ่งชาวบ้านในแถบนี้เรียกเขานี้ว่า "เขาหลัก" มองดูแล้วอาจจะเป็นเหมือนหน้าผาธรรมดาๆ แต่ในสายตาของพราหมณ์แล้ว เขาหลักนี้เปรียบได้กับ “ศิวลึงค์” ของท้องทะเลกระบี่

ปีนผาที่อ่าวไร่เลย์กิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว


อดใจรออีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวเราจะไปตามหาโยนีกันต่อ แต่ตอนนี้สปีดโบทแล่นต่อมายัง "อ่าวไร่เลย์" อ่าวชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของกระบี่ เป็นที่รู้จักกันในเรื่องการเป็นแหล่งปีนหน้าผาที่มีชื่อเสียงดังไปไกลถึง ต่างประเทศ และเท่าที่เห็นอยู่นี้ก็มีแต่ชาวต่างประเทศจริงๆที่นิยมกิจกรรมนี้ คนไทยมีส่วนน้อยที่จะสนใจปีน ส่วนมากแล้วจะสมัครใจยืนดูและยืนเชียร์มากกว่า เหมือนกับ "ตะลอนเที่ยว" เช่นกัน ที่กำลังยืนแหงนคอตั้งบ่ามองนักปีนเขาสมัครเล่นหลายๆ คนกำลังปีนป่าย หาที่เกาะเกี่ยวตัวเองขึ้นไปยังหน้าผาด้านบน โดยคนปีนนั้นต้องคอยฟังเสียงพี่เลี้ยงข้างล่างที่จะคอยบอกว่าตรงไหนมีที่ที่ จะเกาะได้ ตรงไหนมีร่องมีรูให้เหยียบปีนขึ้นไปได้ เป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้เยอะมาก ดูแล้วก็เพลินดีเหมือนกัน

บนจุดชมวิวมองเห็นอ่าวไร่เลย์ตะวันตกและตะวันออก


ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลองเล่นกิจกรรมปีนผา แต่ “ตะลอนเที่ยว” ก็ได้ปีนป่ายออกกำลังเล็กน้อยกับการขึ้นไปดูจุดชมวิวของอ่าวไร่เลย์ที่ใช้ เวลาเดินขึ้นประมาณ 20 นาที ก็จะได้เห็นเวิ้งหาดไร่เลย์ตะวันตกและไร่เลย์ตะวันออกโค้งเข้าหากัน ตรงกลางมีรีสอร์ทและสวนมะพร้าว คล้ายกับที่จุดชมวิวของเกาะพีพี แม้ทางเดินขึ้นมาจะออกแนววิบากเล็กน้อย แต่เมื่อได้ขึ้นมาเห็นทิวทัศน์สวยๆงามๆ อย่างนี้แล้วก็หายเหนื่อยไปเยอะ

แต่สำหรับใครที่ยังไม่เหนื่อย จากจุดชมวิวนี้สามารถเดินต่อไปชมลากูน หรือทะเลใน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "สระพระนาง" กันต่อได้ แต่เส้นทางก็ค่อนข้างวิบากมากกว่าทางขึ้นไปดูจุดชมวิวอีกสักเล็กน้อย ในช่วงหน้าฝนถนนลื่นเช่นนี้จึงควรใช้ความระมัดระวังให้มาก
ศาลเจ้าแม่บริเวณถ้ำพระนาง


หลังจากลงมายืนบนพื้นราบแล้ว เรามุ่งหน้ากันต่อเพื่อไปยัง "อ่าวพระนาง" ที่มีชายหาดที่เงียบสงบ ทรายขาวน้ำใส ที่นี่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของชาวบ้านในบริเวณนี้ด้วยนั่นก็คือ “ถ้ำพระนาง” อันมีตำนานหนึ่งเล่าขานกันมาว่า นานมาแล้วมีสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่กันมานานไม่มีลูกเสียที จึงไปขอร้องกับพญานาคให้ประทานลูกให้ พญานาคตกลงให้ลูกสาวคนหนึ่งแต่มีข้อแม้ว่าเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นจะต้องให้ แต่งงานกับลูกชายของตน แต่เมื่อโตขึ้นหญิงสาวคนนั้นกลับไปแต่งงานกับคนอื่น พญานาคโกรธมากจึงออกมาอาละวาดทำลายพิธีแต่งงาน และเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น ฤาษีตนหนึ่งที่อยู่ในถ้ำออกมาห้ามปรามก็ไม่มีใครฟัง ทุกคนจึงโดนฤาษีสาปให้เป็นหิน เรือนหอนั้นจึงกลายเป็นถ้ำ เป็นที่มาของถ้ำพระนาง และชื่อเกาะแก่งต่างๆ ในแถบนี้นั่นเอง

เดินทอดน่องบนสันทรายในทะเลแหวก


นั่นก็เป็นตำนานของถ้ำพระนาง แต่ความเชื่อของผู้คนแถบนี้ก็คือภายในถ้ำแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็น ผู้หญิงสิงสถิตย์อยู่ ชาวประมงที่เข้าไปหลบมรสุมในถ้ำแห่งนี้เคยฝันเห็นและเล่าต่อๆ กันมา หลังจากนั้นจึงมีการสร้างศาลขึ้นมา และเมื่อชาวเรือจะออกทะเลเพื่อไปหาปลา ก็จะไปกราบไหว้และนำปลัดขิกไปถวาย บนบานให้มีชีวิตรอดปลอดภัยจากการออกทะเล และที่ถ้ำพระนางนี้เองที่ถือเป็น "โยนี" และบริเวณนี้ก็ยังคงเห็นปลัดขิกหลากหลายขนาดวางกองเรียงรายให้เห็นกัน

และที่พลาดไม่ได้หากมาท่องเที่ยวทะเลกระบี่ นั่นก็คือการมาชม "ทะเลแหวก" อันซีนไทยแลนด์ที่บริเวณเกาะสามเกาะ คือเกาะไก่ เกาะหม้อ และเกาะทัพ เรานั่งสปีดโบทจากอ่าวไร่เลย์มาชมปรากฏการณ์ทะเลแหวกที่จะเกิดขึ้นเมื่อน้ำ ทะเลลดลงจนสันทรายที่เชื่อมต่อระหว่างสามเกาะนี้ปรากฏขึ้นให้เห็น ใครที่อยากมาเห็นทะเลแหวกแบบเต็มที่ก็ต้องสอบถามช่วงเวลาน้ำลดให้ดี

จุดดำน้ำบริเวณเกาะสี่


น้ำทะเลใสๆกับทรายขาวๆ ที่ทะเลแหวกนี้เกือบทำให้เราอดใจไม่ไหวเกือบจะทิ้งกล้องกระโดดลงทะเลไปเสีย แล้ว แต่ต้องรอประเดี๋ยวก่อนเพราะโปรแกรมต่อไปของเราก็คือการไปดำน้ำแหวกว่ายเล่น กับฝูงปลา และชมปะการังใต้ทะเลกันต่อที่ "เกาะสี่" ใกล้ๆ กับเกาะไก่นี่เอง

ที่ “เกาะสี่” นี้เป็นภูเขาหินเล็กๆ กลางทะเลไม่มีหาดทราย บริเวณนี้เป็นจุดดำน้ำดูปะการังที่สวยงามแห่งหนึ่งของทะเลกระบี่ มีเรือลอยลำพานักท่องเที่ยวมาดำน้ำอยู่หลายลำด้วยกัน เพราะโลกใต้น้ำตรงนี้หนาแน่นไปด้วยปะการังชนิดต่างๆ ทั้งปะการังเขากวาง ปะการังสมองกินพื้นที่กว้าง และมีดอกไม้ทะเลเป็นพุ่มมีปลาการ์ตูนจับจองที่อยู่กันอย่างสบายใจ หอยเม่นนอนอยู่นิ่งๆ ใกล้กับปะการัง ส่วนปลาหลากชนิดก็ว่ายแวะเวียนมาทักทายกับเราตลอดเวลา ดำน้ำเหนื่อยๆ แล้วก็ลอยตัวขึ้นมาเล่นกับปลาเสือตอที่ชอบว่ายขึ้นมาที่ผิวน้ำมากินขนมปัง ที่นักท่องเที่ยวโปรยให้

ฝูงปลาว่ายเล่นกับนักท่องเที่ยว


ฝนเริ่มโปรยลงมาแล้วเมื่อเราเดินทางกลับ ทิ้งทะเลกระบี่ไว้ในม่านสายฝนเบื้องหลัง ไม่ว่าฤดูไหน กระบี่ก็ยังเป็นเมืองน่าเที่ยวเสมอในสายตาของ “ตะลอนเที่ยว” ยิ่งเที่ยวในช่วงนี้(โลว์ซีซั่น)ก็ยิ่งสบายกระเป๋า ผู้ประกอบการก็ไม่นั่งเหงาตบยุงกันไปวันๆ วินวินกันทั้งสองฝ่าย

*****************************************

สอบ ถามรายละเอียดการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ในรูปแบบทัวร์ได้ที่ เกาะพีพีทัวร์ โทรศัพท์ 0-7562-2820, 0-7562-0506 ถึง 7
thank data ASTV