แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คันทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คันทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

ว่าวไทยและว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 11 (Coloring the sky)

วันเสาร์ - อาทิตย์ที่ 13 - 14 มีนาคม 2553
ณ ค่ายนเรศวร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดงานว่าวไทยและว่าวนานาชาติ ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2532 และจัดต่อเนื่องมาในหลายๆพื้นที่ เช่น บริเวณชายทะเลเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี สนามศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ศูนย์กีฬาเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี กองพลทหารราบที่ 16 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ ค่ายนเรศวร จังหวัดเพชรบุรี จนถึงปัจจุบัน และในปี 2553 ททท. ร่วมกับ จังหวัดเพชรบุรี ค่ายนเรศวร ค่ายพระรามหก สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ สมาคมนักบินว่าวประเทศไทย กำหนดจัดงานว่าวไทยและว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 13 - 14 มีนาคม 2553 ณ ค่ายนเรศวร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยพิจารณาเห็นว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ในการรองรับนักท่องเที่ยว และสามารถจัดกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทาง เข้ามาในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

กิจกรรม

งานบางแสนย้อนยุค ปีที่ 2

งานบางแสน ย้อนยุค ปีที่ 2


เทศบาลเมืองแสนสุข ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ขอเชิญเที่ยวงานบางแสนย้อนยุค ปีที่ 2 ประจำปี 2553 ภายใต้สโลแกนเก๋ๆ "แต่งตัว ให้ย้อน(ยุค) ลีลาศให้เพลิน แล้วมาสัมผัสความบันเทิงในยุค 60-80's" ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2553 ณ บริเวณชายหาดบางแสน ชลบุรี







วันที่ 26 - 27 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ บริเวณชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี
สนุก กับแฟนซีไนท์ ริมหาดบางแสน ในบรรยากาศแบบย้อนยุค ชมโชว์ลีลาศที่เร้าใจจากนักเต้นลีลาศชื่อดัง การละเล่นรำวงย้อนยุค ซึ่งคุณจะได้ซึมซับและร่วมสัมผัสบรรยากาศเรื่องราวของบางแสนในอดีต ในมุมที่คุณไม่เคยรู้ อาทิ การเลือกชม เลือกซื้อของเก่า สินค้าโบราณ หายาก ทั้งแผ่นเสียง โปสเตอร์ โปสการ์ด ของเล่นโบราณ ดูหนังกลางแปลง

สนุกสนานกับเกมส์ฮิตในอดีต เช่น การละเล่นสอยดาวย้อนยุค เพื่อลุ้นของรางวัลที่ไม่เหมือนใคร อิ่มอร่อยกับรสชาติอาหารโบราณมากมายหลายร้าน ในบรรยากาศย้อนยุคของชายทะเลริมหาดบางแสน

ยกขบวนความบันเทิงมาย้อนอดีต ด้วยบรรดาศิลปิน นักร้องชื่อดังที่มาร่วมงาน อาทิ นูโว , โจอี้ บอย , ทีโบน , (อาต้อย) เศรษฐา ศิระฉายา และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย ร่วมสัมผัสบรรยากาศย้อนยุคของบางแสนได้ตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 26 - 27 ก.พ. 2553 ณ ริมหาดบางแสน ระหว่างซอย 3-4

เที่ยวตามประเพณี ไหว้พระธาตุปีเกิด 12 ปีนักษัตร

เที่ยวตามประเพณี ไหว้พระธาตุปีเกิด 12 ปีนักษัตร



(ดาวน์โหลดหนังสือเที่ยวตามประเพณีไห้วพระธาตุปีเกิด)


คติการไหว้พระธาตุประจำปีเกิด
ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องปีนักษัตรที่สัมพันธ์กับปีเกิดและการนับอายุของแต่ละคนเป็น ที่รับรุ้กันแพร่หลาย ในแต่ละปีนักษัตรจึงกำหนดด้วยสัญลักษณ์เป็นสัตว์ประจำปีเกิด หรือที่เรียกว่า ๑๒ นักษัตร

สำหรับในดินแดนภาคเหนือของไทย ความเชื่อเรื่องปีนักษัตรยังสัมพันธ์กับคติการบุชาพระบรมธาตุ ดังปรากฏเป็นประเพณีการชุธาตุหรือการไหว้พระธาตุประจำปีเกิด โดยครั้งหนึ่งในชีวิตควรมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนเพื่อ ความเป็นสิริมงคล ในคติล้านนาพระธาตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำปีเกิดได้แก่

พระธาตุประจำปีชวด พระธาตุศรีจอมทอง เชียงใหม่
พระธาตุประจำปีฉลู พระธาตุลำปางหลวง ลำปาง
พระธาตุประจำปีขาล พระธาตุช่อแฮ แพร่
พระธาตุประจำปีเถาะ พระธาตุแช่แห้ง น่าน
พระธาตุประจำปีมะโรง พระพุทธสิหิงค์ เชียงใหม่
พระธาตุประจำปีมะเส็ง พระศรีมหาโพธิหรือต้นโพธิ์
พระธาตุประจำปีมะเมีย พระธาตุชเวดากอง พม่า
พระธาตุประจำปีมะแม พระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
พระธาตุประจำปีวอก พระธาตุพนม นครพนม
พระธาตุประจำปีระกา พระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
พระธาตุประจำปีจอ พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พระธาตุประจำปีกุน พระธาตุดอยตุง เชียงราย

คำว่า พระธาตุ มีความหมายสองนัยคือ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และสถานที่หรือพระเจดีย์ที่มีพระบรมธาตุบรรจุ โดยแต่ละแห่งจะมีตำนานที่เล่ามูลเหตุการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งสัมพันธ์ กับการเสด็จโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้าในดินแดนต่าง ๆ สถานที่ที่มีพระบรมธาตุเจดีย์เหล่านี้มักจะกลายเป็นเมืองสำคัญในเวลาต่อมา

ลักษณะของพระธาตุ
ลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุที่บรรยายไว้ในตำนานมีลักษณะเหมือนถั่ว แตก หรือข้าวสารหัก หรือเมล็ดพันธุ์ผักกาด กลมเกลี้ยงขนาดเท่าเม็ดพุทรา มีสีทองอุไร สีแก้วผลึก หรือแก้วมุกดา สีดอกพิกุล บางองค์มีรูทะลุได้

ตามปกติจะบรรจุพระบรมธาตุไว้ใต้ฐานเจดีย์ หรือเรือนธาตุ โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถนำออกมาได้ เว้นแต่พระธาตุศรีจอมทอง และนอกจากการบูชาพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีการบูชาพระธาตุของพระอรหันต์หรือพระสาวกด้วย

การบูชาพระธาตุ
สมัยโบราณมักจะบูชาพระบรมธาตุด้วยเครื่องหอมและข้าวตอกดอกไม้ ตามปกติแล้วจะสรงพระธาตุด้วยน้ำสะอาด อาจเจือด้วยน้ำหอม เนื่องจากองค์พระบรมธาตุส่วนใหญ่บรรจุอยู่ใต้ฐานพระเจดีย์ การสรงน้ำจึงกระทำโดยการราดน้ำไปบนองค์พระเจดีย์ พระธาตุบางองค์จะต้องใช้น้ำจากแหล่งพิเศษอย่างเช่นการสรงน้ำพระธาตุศรีจอม ทอง ใช้น้ำแม่กลางเจือด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทร์

กล่าวได้ว่าคติการบูชาพระธาตุปีเกิดและตำนานที่เกี่ยวข้องสะท้อนถึงการ แพร่กระจายของพุทธศาสนา ในดินแดนไทยมาแต่โบราณ นอกจากนี้การสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ยังสัมพันธ์กับการเกิดชุมชนเมืองต่าง ๆ อันก่อให้เกิดคติความเชื่อและวัฒนธรรมร่วมกันของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในภาคเหนือของไทยที่มีกลุ่มชนมากมายอาศัยอยู่ โดยมีพระบรมธาตุเจดีย์และสิ่งสำคัญทางพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางแห่งจิตใจ

การเดินทางท่องเที่ยวไหว้พระธาตุปีเกิดมีความสะดวกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพระธาตุส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ จึงสามารถจัดเส้นทางสำหรับไหว้พระธาตุในจังหวัดใกล้เคียงได้ เช่น เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง หรือเชียงราย-น่าน-แพร่ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้อิ่มใจในบุญกุศล ทว่ายังได้ชมศิลปะและสถาปัตยกรรมอันงดงามของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย

สวนกระแส"อัมพวา" เที่ยว"ท่าคา"นอนโฮมสเตย์ ยลเสน่ห์ตลาดน้ำไม่เหมือนใคร



บรรยากาศของตลาดน้ำท่าคา

เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา "ตะลอนเที่ยว" ได้ไปเยือนอำเภออัมพวา ที่จังหวัดสมุทรสงครามมา ใครๆต่างก็เข้าใจว่าต้องไปเที่ยวที่ตลาดน้ำอัมพวา เพราะที่นี่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัด สมุทรสงครามก็ว่าได้ ในวันเสาร์-อาทิตย์จะมีผู้คนจากแหล่งใกล้เคียงเดินทางไปเที่ยวกันจนแน่นตลาด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แต่แท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายของเรากลับมุ่งไปที่ "ตลาดน้ำท่าคา" ตลาดน้ำเล็กๆ ในอำเภออัมพวา ที่มีเสน่ห์แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสงบ ความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก


พ่อค้าแม่ขายนำผลผลิตจากบ้านของตนมาขาย

ที่ตลาดน้ำท่าคานี้ยังมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน ที่ "ตะลอนเที่ยว" ถือว่าเป็นความ "เก๋" ซึ่งไม่ได้หมายถึงการมีร้านกาแฟน่ารักๆ หรือมีร้านขายของที่ระลึกแนวๆ แต่อย่างใด แต่อยู่ที่การกำหนดวันเวลาของการติดตลาดที่จะยึดเอาข้างขึ้นข้างแรมเป็นหลัก เพราะดวงจันทร์นั้นจะมีผลต่อน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการเดินทางทางเรือ โดยวันที่ชาวบ้านจะพายเรือมาขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากันก็คือในวันข้าง ขึ้น-แรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ รวม 6 วันด้วยกัน

ในช่วงวันเหล่านี้น้ำจะทะเลจะหนุนขึ้นสูง ทำให้น้ำในคลองขึ้นตามไปด้วย พอตอนเช้าตรู่ชาวบ้านก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว คนจากปากอ่าวจะพายเรือนำสินค้าจากทะเลประเภทปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา เข้ามาขายในคลอง ส่วนคนในสวนก็จะพายเรือเข้าคลองเอามะพร้าว น้ำตาลปี๊บ พืชผัก พืชผลอย่างหอม กระเทียม พริกสดจากสวนตนเองออกมาขายแลกเปลี่ยนกัน พ่อค้าแม่ขายส่วนมากก็จะเป็นคุณลุงคุณป้าเจ้าของสวน สวมงอบใส่เสื้อแขนยาวพายเรือบรรทุกสินค้ามาเต็มลำ ขายของกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ได้มาเพื่อขายอย่างเดียว แต่เพื่อมองหาข้าวของที่ต้องการซื้อกลับบ้านกันไปด้วย ซื้อขายกันจนถึงช่วงบ่ายๆ ตลาดก็จะวาย ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านกัน


พระสงฆ์พายเรือมารับบิณฑบาตทุกเช้า

แต่เนื่องจากการติดตลาดตามข้างขึ้นข้างแรมนั้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการ ท่องเที่ยวอยู่บ้าง เพราะอาจจะไม่ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ที่จะมีคนมาเที่ยวชม ดังนั้น ตลาดน้ำท่าคาจึงมีการปรับตัว เปิดให้มีตลาดในวันเสาร์-อาทิตย์เพิ่มเติมขึ้นจากวันข้างขึ้นข้างแรมทั้งหก วัน นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสบรรยากาศของตลาดชาวสวนจริงๆ จึงไม่ควรพลาดโอกาสมาชมสักครั้งหนึ่ง

แต่ตลาดน้ำท่าคาจะติดตลาดกันตั้งแต่เช้าตรู่ พอพระอาทิตย์เริ่มแรงกล้าสักประมาณบ่าย 2-3 โมง ตลาดก็วายแล้ว เพราะฉะนั้น "ตะลอนเที่ยว" ขอแนะนำว่าหนทางที่ดีที่สุดที่จะมาเที่ยวตลาดน้ำท่าคาโดยไม่ต้องเหน็ด เหนื่อยรีบขับรถมาแต่เช้า แถมยังได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างใกล้ชิดด้วยก็คือการ มานอนค้างโฮมสเตย์ที่นี่กันก่อนสักคืนหนึ่ง แล้วตอนเช้าก็ตื่นมาใส่บาตรกับพระสงฆ์ที่จะพายเรือมาตามคลอง แล้วจึงออกไปเที่ยวตลาดน้ำท่าคา


ร้านก๋วยเตี๋ยวลอยน้ำให้บริการคนในคลอง

ที่ตำบลท่าคานี้เขาก็มีการรวมกลุ่มกันทำโฮมสเตย์ขึ้นในชื่อ "โฮมสเตย์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตลาดน้ำท่าคา" ที่เขาเพิ่งจะได้รับตราสัญลักษณ์ว่าผ่านการประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว มาสดๆร้อนๆ จึงรับรองได้ว่าถ้าใครมาพักก็ย่อมได้รับความสะดวกสบายตามมาตรฐานที่โฮมสเตย์ พึงมีแน่นอน

โฮมสเตย์ของบ้านแต่ละหลังก็จะมีความน่าสนใจต่างกันไป อย่างเช่นที่ "บ้านสวนตาลอาจารย์ศิริ" ที่นอกจากจะเป็นที่พักให้แก่ผู้มาเยือนแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งความรู้ในการทำน้ำตาลมะพร้าวอย่างไม่มีหวงอีกด้วย เราได้เจอกับอาจารย์ศิริ ธรรมสวัสดิ์ เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นผู้อธิบายให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องราวของการทำน้ำตาลมะพร้าวว่า ในแถบนี้เขาทำน้ำตาลมะพร้าวกันแทบจะทุกหลังคาเรือน สังเกตได้จากทิวต้นมะพร้าวที่ปลูกกันเป็นแถวสลับกับท้องร่อง และเตาตาลที่ใช้เคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวซึ่งทำเป็นปล่องไฟอิฐขนาดค่อนข้างใหญ่ ที่เห็นมีอยู่แทบทุกบ้าน โดยมะพร้าวที่ปลูกอยู่นี้ส่วนมากจะไม่ค่อยมีลูกให้เห็น เพราะการทำน้ำตาลมะพร้าวจะต้องตัดลูกทิ้ง เหลือไว้แต่จั่นหรืองวงไว้สำหรับปาดเอาน้ำตาล


บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยทิวมะพร้าวและต้นไม้ใหญ่

อาจารย์ศิริยังอธิบายถึงลักษณะของมะพร้าวพันธุ์ดีที่จะใช้ทำน้ำตาล มะพร้าวว่าจะต้องมีลักษณะทางมะพร้าวถี่ จั่นหรืองวงยาวและนิ่ม และให้น้ำตาลมาก ทุกวันในตอนเช้าและเย็น จะมีคนปีนพะองขึ้นไปปาดงวงตาลและใช้กระบอกรองเอาน้ำตาลจากต้นมะพร้าวไว้ เมื่อรวมแต่ละกระบอกได้มากๆแล้วก็จะนำน้ำตาลมาใส่ในกระทะใบใหญ่เคี่ยวบนเตา ตาลจนเริ่มงวด แล้วจึงปล่อยให้น้ำตาลเย็นตัวลง จากนั้นจึงบรรจุใส่ปี๊บหรือหยอดเป็นก้อนใส่ถุงขาย ซึ่งอาจารย์ศิริบอกว่า ทำมาเท่าไรก็มีคนรอรับซื้อ ไม่ต้องกลัวขายไม่หมด

โฮมสเตย์อีกหลังหนึ่งที่เป็นทั้งบ้านพักและเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยก็คือที่ "โฮมสเตย์บ้านคุณทวีป" ที่ จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำการเกษตร และเครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นเพราะไม่ค่อยมีคน นิยมใช้แล้ว เช่น อุปกรณ์ทำยาเส้น ยาจืดสำหรับกินกับหมาก เพราะในอดีตนั้นมีการปลูกยาจืดกันมากในตำบลดอนมะโนราและตำบลบางกระบือ บางบ้านจึงมีอุปกรณ์สำหรับทำยาเส้นไว้ในบ้าน แต่เมื่อการกินหมากเสื่อมความนิยมแล้ว ยาจืดก็เป็นที่ต้องการน้อยลงไปด้วย เครื่องมือเหล่านี้จึงไม่ค่อยได้ใช้


การทำน้ำตาลมะพร้าว อาชีพหลักของคนในแถบนี้

นอกจากนั้นก็ยังมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำนาข้าว โดยเมื่อก่อนนี้ชาวสวนท่าคาจะปลูกข้าวในท้องร่องสวนสลับกับยาจืด แต่ในฤดูแล้งน้ำจะเค็มมากจนปลูกข้าวไม่ได้ ช่วงหลังจึงเลิกการปลูกข้าวในท้องร่องไป ยังคงเหลือเครื่องมือทำนาเช่น เครื่องฝัดข้าวที่ต้องใช้มือหมุนวงล้อ ครกตำข้าว ถังไม้ขนาดใหญ่ติดลูกล้อไว้ขนผลผลิตข้าว เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังมีอุปกรณ์ทำน้ำตาลมะพร้าว เช่น กระบอกตาล มีดปาดตาล และตราปั๊มยี่ห้อลงบนผลิตภัณฑ์น้ำตาลของแต่ละบ้านอีกด้วย

จากบ้านคุณทวีป "ตะลอนเที่ยว" เดินลัดเลาะไปตามทางเดินในสวน ผ่านร่มเงาของต้นมะพร้าวเลียบไปตามริมคลองเล็กๆ เพื่อไปยัง "บ้านกำนันจัน" บ้านหลังนี้ไม่ได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ ทว่ามีความสำคัญตรงที่เป็นบ้านที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสต้นเมื่อปี พ.ศ.2447



คุณทวีปกำลังสาธิตเครื่องมือหั่นใบยาจืด

กำนันจันท่านนี้เป็นคหบดีอยู่ในย่านท่าคา และเคยมีการค้าทาสในบ้าน หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาสแล้ว พระองค์ท่านจึงเสด็จประพาสต้นผ่านมาดูที่บ้านของกำนันจันว่ายังมีการค้า ทาสอยู่หรือไม่ เมื่อปรากฏว่ากำนันจันได้เลิกค้าทาสแล้ว พระองค์จึงพระราชทานยศให้เป็นหมื่นปฏิคมคุณวัติ

บ้านกำนันจันนี้เป็นเรือนไทยหลังใหญ่สองหลัง เชื่อมติดกันด้วยระเบียงตรงกลางบ้าน เจ้าของบ้านได้จัดมุมหนึ่งของบ้านเพื่อประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาล ที่ 5 มีพานพุ่มสักการะ เพื่อให้คนที่มาเยี่ยมชมได้กราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ และอีกมุมหนึ่งจัดจำลองที่นั่งที่รัชกาลที่ 5 เคยประทับนั่งบนบ้านกำนันจันหลังนี้ นอกจากนั้น บนบ้านก็ยังมีจุดที่น่าสนใจอย่างเสาไม้ต้นหนึ่งที่ดูจากสภาพแล้วเชื่อว่า ต้องเก่าแก่มากๆ ที่โคนเสานี้มีโซ่เส้นใหญ่พันไว้ ซึ่งเป็นเสาและโซ่ที่กำนันจันเคยใช้ล่ามทาสเมื่อก่อนนั่นเอง


บ้านเรือนไทยของกำนันจันที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสต้น

กว่าจะเดินเที่ยวกันหมดทุกที่ก็ได้เวลาเย็นย่ำแล้ว หากกินข้าวกันอิ่มหนำสำราญแล้วก็ขอเชิญไปที่ตลาดน้ำท่าคาอีกครั้ง คราวนี้เพื่อลงเรือไปชมหิ่งห้อยอันเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด สำหรับคนที่อาจจะเคยไปชมหิ่งห้อยที่ตลาดน้ำอัมพวามาแล้ว "ตะลอนเที่ยว" ขอแนะนำให้มาลองชมความแตกต่างกันที่ตลาดน้ำท่าคากันบ้าง เพราะที่นี่จะไม่ใช้เรือเครื่องในการชมหิ่งห้อย แต่เป็นเรือพายที่ให้บรรยากาศแบบชาวบ้านโดยแท้

เสียงพายกระทบน้ำดังเป็นจังหวะอยู่ทางหัวเรือและท้ายเรือ ขณะที่เรือลำโตนั่งได้แปดคนก็เต็มลำแหวกสายน้ำไปอย่างเงียบๆ การจะชมหิ่งห้อยให้ได้บรรยากาศที่สุดก็คือต้องทำตัวให้เงียบกลมกลืนไปกับ ธรรมชาติรอบๆตัว คลองที่เราใช้เป็นเส้นทางชมหิ่งห้อยกันนั้นเป็นลำคลองเล็กๆ บ้านเรือนของชาวบ้านก็ปลูกอยู่ใกล้กับริมน้ำ ดังนั้นจึงไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้าน และที่สำคัญไม่ควรส่งเสียงรบกวนแมลงรักสงบอย่างหิ่งห้อยด้วย


พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ที่บ้านกำนันจัน

ไม่ช้าเราก็ได้เห็นแสงวิบๆ แวบๆ ของแมลงเปล่งแสงได้อยู่บนยอดไม้ข้างหน้า เรือค่อยๆลอยลำผ่านแสงไฟมีชีวิตที่กระพริบพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ เสียงฝีพายเล่าให้ฟังจากท้ายเรือว่าเมื่อตอนเด็กๆในลำคลองเคยมีหิ่งห้อยเป็น ฝูงใหญ่ กระพริบวูบวาบมากกว่านี้หลายเท่า นึกแล้วก็อยากเห็นภาพนั้นด้วยตาตัวเอง เพราะเท่าที่เห็นนี้ก็สร้างความประทับใจให้กับการมาท่องเที่ยวที่ท่าคาได้ มากมายแล้ว

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

"ตลาดน้ำท่าคา" ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สอบถามที่ อบต.ท่าคา โทร.0-3476-6208 สอบถามเรื่องโฮมสเตย์ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตลาดน้ำท่าคาได้ที่คุณฐานิดา สีเหลือง ผู้ใหญ่บ้านท่าคาหมู่ 2 โทร.08-6789-81302

Thank news manager online

เสน่ห์มนตราริมฝั่งโขง จากเชียงคานถึงเมืองพญานาค


สีสันชีวิตยามเย็นในลำน้ำโขงเมืองเชียงคาน


“แม่น้ำโขง”หนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญแห่งเอเชีย

แม่น้ำสายนี้เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ตำนาน ความลี้ลับ ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมและประเพณีอันหลากหลาย นอกจากนี้ความงามของสายน้ำ ธรรมชาติ เกาะ แก่ง ขุนเขา ป่าไม้ ชุมชน บ้านเรือน วิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำใน 2 ฝั่งโขง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งผูกมัดให้ผู้หลงใหลในวิถีแห่งสายน้ำตรึงตราอยู่กับ มนต์เสน่ห์เหล่านั้น

สำหรับตัว“ตะลอนเที่ยว”แล้ว แม่น้ำโขงคือมหานทีแห่งชีวิตอันน่าตื่นตาตื่นใจ มากมายเรื่องราวชวนค้นหา นั่นจึงทำให้ในทริปนี้ เราหลีกลี้จรลีหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวง เดินหน้าสู่อีสานเหนือไปพักใจแต่ไม่พักแรงในเส้นทางเลาะเลียบริมฝั่งโขง เพื่อชื่นชมเสน่ห์มนตราของมหานทีแห่งชีวิตสายนี้


ปั่นจักรยานชมเชียงคาน


เชียงคาน ความงามในความเงียบ

ปฐมบทของเส้นทางเลาะเลียบริมโขงเริ่มขึ้นที่เมือง“เชียงคาน” อ.เชียงคาน จ.เลย ดินแดนแรกในอีสานที่สัมผัสกับลำน้ำโขง ณ จุดที่เรียกว่า“ปากเหือง”บ้านท่าดีหมี

พูดถึงเชียงคานแล้วชื่อนี้คงไม่ต้องสาธยายกันมาก เพราะนี่คือเมืองท่องเที่ยวแห่งยุคสมัยที่กำลังดัง กำลังแรง สอดคล้องกับเทรนด์และจริตของคนเมืองยุคใหม่ที่อยากจะหลีกลี้หนีความวุ่นวาย ในเมืองใหญ่ ความเร่งรัดในหน้าที่การงาน มาพักกายคลายใจ เอกเขนก นอน นั่ง ฟังสรรพสำเนียงของความเงียบสงบ(Sound Of Silence) ที่แฝงเจือไว้ด้วยความงามแห่งวิถีอันเรียบง่าย


ป้ายอะไรหว่า?


สำหรับการมาเยือนเชียงคานครั้งนี้ สิ่งแรกที่เราทำคือการไปยืดเส้นยืดสายให้หายเมื่อยจากการนั่งรถมายาวนานด้วย การปั่นจักรยานชมเมืองเชียงคานในช่วงบ่ายแก่ๆของวัน โดยเราเริ่มออกสตาร์ทที่ “วัดท่าคก” (ถ.ชายโขง ซ.20-21) วัดเก่าแก่ที่โดดเด่นไปด้วยโบสถ์ศิลปะล้านช้างอันกระทัดรัดเรียบง่าย

จากนั้นเราบรรจงปั่นเจ้า 2 ล้อย้อนตัวเลขซอยเรื่อยไปบนถนนชายโขง ชื่นชมกับบรรยากาศบ้านเรือน 2 ฟากฝั่ง ที่เป็นดังแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสชื่นชมในความเรียบง่ายแต่ มีเสน่ห์อยู่ในตัว


บรรยากาศยามเย็น ณ ริมโขง


บ้านเรือนที่นี่ด้านหนึ่งหันหน้าออกแม่น้ำโขงด้านหนึ่งหันหน้าเขาหา ถนน ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้เก่าประตูบ้านเฟี้ยมแซมด้วยบ้านใหม่ที่สร้างอย่างไม่ แปลกแยก บางบ้านดูเงียบเหงาไร้วี่แววคนอยู่ บางบ้านดูมีชีวิตชีวาด้วยสมาชิกอันอบอุ่นในครอบครัว บางบ้านปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นเป็นที่พัก เกสต์เฮาส์ ราคาประหยัด บางบ้านเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านนวดแผนโบราณ เรียกว่าเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

เราปั่นชมวิถีสีสันเมืองเชียงคานบนถนนชายโขงไปจนถึง“วัดศรีคุนเมือง” (ซ.6-7) วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแหล่งรวมศิลปะล้านนาและล้านช้าง ที่นี่ “ตะลอนเที่ยว” เข้าไปไหว้พระประธานชื่นชมศิลปะภายในโบสถ์ ก่อนเปลี่ยนเส้นทางการปั่นออกไปยังถนนบนสันเขื่อนเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศริม ฝั่งโขงอย่างใกล้ชิด พร้อมเฝ้าชมดวงตะวันลาลับขอบฟ้าอันเป็นอีกหนึ่งมนต์ขลังของเชียงคานที่ผู้มา เยือนไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง


ร้านรวงยามราตรีที่เชียงคาน


หลังแสงสุดท้ายของวันลาลับ แสงแห่งราตรีเข้าแทนที่ ร้านรวงจำนวนหนึ่งบริเวณเฮือนหลวงพระบางย่านดาวน์ทาวน์สำคัญดูคึกคักเล็ก น้อย จากการเปิดขายของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาซื้อของชื่นชมกันพอประมาณ ก่อนที่ม่านวิกาลจะค่อยคลี่คลุมเมืองนี้ให้กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง


เชียงคานยามเช้ากับวิถีการตักบาตรข้าวเหนียวของนักท่องเที่ยว


ตักบาตรข้าวเหนียว เที่ยวแก่งคุดคู้

วันเวลาที่เชียงคานอาจเดินช้าในความรู้สึกของใครหลายๆคน แต่ว่ากับ“ตะลอนเที่ยว”แล้ว เช้านี้มันมาถึงเร็วเป็นพิเศษ เพราะถ้าไม่รีบตื่นแต่เช้าตรู่ก็จะพลาดการตักบาตรข้าวเหนียวที่เรานัดกับ เจ้าของที่พักไว้ให้ตระเตรียมข้าวของไว้สำหรับใส่บาตร

เวลาประมาณ 6 โมงเช้า พระ-เณร แต่ละวัดได้ทยอยเดินเป็นแถวมาให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวใส่บาตรกันอย่างแช่มชื่นอิ่มเอิบใจ


ช่วงหน้าแล้งแก่งคุดคู้จะสวยงามด้วยแก่งหินใหญ่และชายหาดน้ำจืด


จากนั้นช่วงสายของวันนั้นเราล่ำลาถนนชายโขงไปแวะชม “แก่งคุดคู้” อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อของเชียงคาน มีลักษณะเป็นแก่งหินขนาดใหญ่พาดขวางกลางลำน้ำโขงที่เชี่ยวกราก ยามหน้าฝนแก่งคุดคู้จะซ่อนตัวอยู่ใต้ลำน้ำโขงที่ไหลบ่าเป็นปริมาณมาก รอวันเผยตัวอวดโฉมความงามในช่วงหน้าแล้งที่สายน้ำโขงแห้งขอดมองเห็นตัวแก่ง ขนาดมหึมาได้อย่างชัดเจน พร้อมๆกับหาดทรายชาดหายน้ำจืดอันสวยงามในบริเวณนั้น ซึ่ง ณ ที่นี่ เราเดินทางเลาะเลียบสายน้ำโขงมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดหนองคายเมืองพญานาคอัน เลื่องชื่อ


ห้อง ซอก ซอย มากมายในถ้ำดินเพียง


ท่องเมืองพญานาค

เมื่อเข้าเขตหนองคาย จุดแรกที่เราไปเยือนคือ“ถ้ำดินเพียง” วัดถ้ำศรีมงคล (บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง อ.สังคม) สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ที่แม้ระบบการจัดการยังไม่ลงตัวนัก แต่ว่านี่คือหนึ่งในสถานที่ที่ตอกย้ำความเป็นเมืองพญานาคของหนองคายได้เป็น อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องเล่าขานต่างๆนานๆเกี่ยวกับงูใหญ่ ผนวกกับรูปลักษณะภายในถ้ำอันน่าพิศวง ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่านี่คือเมืองพญานาค ที่สามารถเดินทางไปใต้ลำโขง ไปๆมาๆระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าในถ้ำแห่งนี้เป็นเส้นทางที่พระธุดงด์จาก ลาวใช้ข้ามฝั่งลอดใต้แม่น้ำโขงเข้ามายังเมืองไทย เป็นถ้ำที่ต้องเป็นพระผู้ทรงศีลอันแก่กล้าเท่านั้นจึงจะเห็นเส้นทางสัญจรดัง กล่าว ส่วนเราๆท่านๆนั้นสามารถเข้าไปเที่ยวในถ้ำได้ แต่เป็นในเส้นทางของมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียร ซึ่งถ้ำดินเพียงนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้น ท้าทาย โดยต้องมีผู้นำทางเข้าชม และผู้เข้าชมก็ต้องมีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคไขข้อ เนื่องจากการเข้าถ้ำต้องย่อ หมอบ ลอด มุด คลานสูง คลานต่ำ และแถเถือกไถเลื้อยไปดังพญานาคในหลายๆช่วง เริ่มประเดิมตั้งแต่ปากทางเข้าถ้ำที่ต้องมุดซอกหินเข้าไป


คลานลุยน้ำ เที่ยวแบบผจญภัยในถ้ำดินเพียง


จากนั้นภายในถ้ำจะเป็นเพียงช่องเล็กๆแคบๆขนาดตัวคนให้เคลื่อนกาย สารพัดวิธี(ที่กล่าวมาในข้างต้น)ไปตามเส้นทาง ซึ่งภายในมีห้อง ช่อง ซอก ซอย ที่มากด้วยส่วนโค้ง ส่วนเว้า อันเกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินจำนวนมากนับเป็นพันๆ หลายช่องทางสามารถเดินทะลุเชื่อมถึงกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งในเส้นทางเที่ยวถ้ำยังมีสายน้ำตื้นๆไหลเอื่อยๆให้เราตะลุยกันไปเกือบ ตลอดเส้นทาง และเมื่อเราหยุดเพ่งพิจารณาสารพัดช่องทาง อันซอกซอนเหล่านี้ มันอดให้นึกถึงเส้นทางการเลื้อยของงูใหญ่ไม่ได้

สำหรับจุดเด่นๆภายในถ้ำนั้นก็มี ส่วนห้องโถง ห้องหีบศพปู่อินทร์นาคราช ช้างสามเศียร บรรลังก์พญานาค ธิดาพญานาค 3 องค์ ฯลฯ โดยบริเวณทางออกจากมีเจดีย์หินที่เชื่อว่าสร้างถวายแก่พญานาคตั้งโดดเด่นให้ สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่ “ตะลอนเที่ยว”จะล่ำลาเมืองพญานาคแห่งนี้ไปด้วยความทุลักทุเลจากการผจญภัยอัน น่าระทึกใจ


รูปเคารพหลวงปู่เทสก์ ในเจดีย์บรรจุอัฐิ


จบจากการผจญถ้ำอันเหน็ดเหนื่อยแต่สนุก เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวสบายๆไหว้พระทำบุญในเมืองหนองคายกันบ้าง เริ่มจาก“วัดหินหมากเป้ง” ริมแม่น้ำโขง(บ้านไทยเจริญ ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่) สถานที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ภายในวัดมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่เทสก์ให้สักการะบูชาริมแม่น้ำโขง ท่ามกลางบรรยากาศแมกไม้อันร่มรื่น โดยก่อนจากเราแวะไปสักการะเจดีย์บรรจุอัฐิหลวงปู่เทสก์ ที่ภายในมีรูปปั้น เครื่องอัฐบริขารพร้อมด้วยชีวประวัติของท่านให้เราศึกษากัน


พระสุธรรมเจดีย์


จากวัดหลวงปู่เทสก์ เราไปต่อเส้นทางบุญกันที่ “พระสุธรรมเจดีย์” วัดอรัญบรรพต (ริมถนนศรีเชียงใหม่-สังคม ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่) ที่สร้างถวายแด่หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ อีกหนึ่งเกจิชื่อดัง ภายในจัดแสดงกึ่งพิพิธภัณฑ์มีโลงทองบรรจุสังขารของหลวงปู่เหรียญให้พุทธ ศาสนิกชนเคารพสักการะ

เสร็จจากการเข้าชมพระสุธรรมเจดีย์ เวลาเดินทางมาถึงช่วงเย็นย่ำ “ตะลอนเที่ยว” จึงเดินทางยาวเข้าสู่ตัวเมืองหนองคายไปหาอะไรอร่อยๆกินแถวร้านริมโขง ก่อนเข้าที่พักนอนเอาแรง เก็บพลังไว้ลุยต่อในวันรุ่งขึ้น


อุโมงค์ชมปลาในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำฯ


เที่ยวตัวเมืองหนองคาย

สำหรับเช้าวันใหม่ ณ ใจกลางเมืองหนองคาย หลังเติมพลังในมื้อเช้าแล้ว จุดท่องเที่ยวแรกที่เราจะไปแวะชมก็คือ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย” (ตั้งอยู่ใน ม.ขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย อ.เมือง) ภายในเป็นแหล่งรวบรวมปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยเน้นเป็นพิเศษที่พันธุ์ปลาน้ำจืดทางอีสานและลุ่มแม่น้ำโขง มีอุโมงค์ชมปลาช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในเมืองไทย 34 เมตร ที่ในอุโมงค์ประกอบด้วยปลามากมาย ภายใต้การตกแต่งแบบเมืองบาดาลอันเป็นที่อยู่ของพญานาค


พระธาตุบังพวน


ต่อจากการดูปลาสารพัดสารพันแล้ว “ตะลอนเที่ยว”เดินตามเส้นทางบุญอีกครั้งด้วยการไปสักการะ“พระธาตุบังพวน” ณ วัดพระธาตุบังพวน (บ้านดอนหมู ต.พระธาตุบังพวน อ.เมือง) วัดที่มีพระธาตุบังพวนอันเก่าแก่ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีการจำลองสัตตมหาสถาน หรือสถานที่สำคัญ 7 แห่ง ในพุทธประวัติหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้และได้เสด็จไปประทับเสวยวิมุติสุขแห่ง ละ 7 วัน รวมถึงมีสระปัพพฬนาค หรือสระพญานาค ซึ่งในสมัยโบราณเมื่อมีการตั้งเจ้าเมือง มีการนำน้ำในสระนี้ไปสรงเพื่อความเป็นสิริมงคล


หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย


จากวัดพระธาตุบังพวน เราไปต่อยัง“วัดโพธิ์ชัย”เพื่อไหว้ “หลวงพ่อพระใส” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย ที่เมื่อมาเมืองนี้แล้วควรไปสักการะท่านเพื่อความเป็นสิริมงคล


ประติมากรรมหลากรูปแบบที่ศาลาแก้วกู่


ก่อนจะไปปิดท้ายทริปกันที่ “ศาลาแก้วกู่” สถานที่แสดงประติมากรรมปูนปั้นกลางแจ้งขนาดใหญ่อันเกิดจากศรัทธาและแรง บันดาลใจของหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ที่มี พระพุทธรูป เทวรูป และรูปปั้นคติเตือนใจหลากหลายรูปแบบ ทั้งในศาสนาพุทธ พราหมณ์ พร้อมหลักธรรมคำสอนให้ศึกษากัน นับเป็นเสน่ห์ความงามแฝงหลักธรรมส่งท้ายในเส้นทางเลาะเลียบลำน้ำโขง ที่หากใครอยากรู้ว่าริมฝั่งโขง งดงาม ชวนหลงใหลแค่ไหน คงต้องหาวันเวลาเดินทางไปสัมผัสในเสน่ห์มนตราริมฝั่งโขงกันสักครั้งหรือ หลายๆครั้ง ตามแต่ใจปรารถนา

*****************************************

การ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดเส้นทางท่องเที่ยว“เสน่ห์มนตราริมฝั่งโขง”(อีสานเหนือ)ขึ้น ในรูปแบบแพ็คเกจทัวร์ โดยให้ 4 สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งผู้สนใจสามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส.ธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ 0-2270-1505-8 ส.ไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย 0-2393-5855 ส.ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย 0-2961-2204-5 ส.ผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย 0-2998-0744

ส่วนผู้สนใจรายละเอียดเส้นทางท่องเที่ยว เชียงคาน หนองคาย สามารถสอบถามข้อเพิ่มเติมได้ที่ ททท.เลย 0-4281-2812 ททท.อุดรฯ(อุดรฯ-หนองคาย) 0-4232-5406-7
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

มหกรรมอาหารเชียงใหม่ ครั้งที่ 22



วันที่ 9-15 ตุลาคม 2552
ณ ลานม่วนใจ๋ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

ชมรมภัตตาคารและร้านอาหารเชียงใหม่จัดงานมหกรรมอาหารเชียงใหม่ครั้งที่ 22 ขึ้น

กิจกรรม
-ภายในงานพบกับร้านอาหารมาตรฐาน อาหารอร่อย
-การแสดงบนเวทีใหญ่ การแสดงดนตรี และฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศ
-การสาธิตอาหารของเครือข่ายชมรมร้านอาหารระดับอำเภอ 24 อำเภอในพิธีเปิดงาน
-เวทีกิจกรรมพิเศษ การสาธิตอาหารจากท่านกงสุลต่างประเทศ การสาธิตอาหารจากสถาบันอาหารของสถานศึกษาทั่วเมืองเชียงใหม่ การสาธิตอาหารเมนูเด็ดของอบต.และกลุ่มแม่บ้าน 24 อำเภอ โดยร่วมมือกับ OKRD การสาธิตและสอนการทำอาหารนานาชาติและอาหารไทย 4 ภาค การสาธิตอาหารท้องถิ่น โดยเครือข่ายชมรมภัตตาคารร้านอาหารกลุ่ม 8 จังหวัดล้านนา

สอบถามรายละเอียด
ชมรม ภัตตาคารและร้านอาหาร จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0 5321 3895

งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2552


งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2552
Bangkok International Film Festival 2009
วันที่ 24-30 กันยายน 2552
โรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
โรงภาพยนคร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
โรงแรม Chatrium Suites Hotel ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2552 (Bangkok International Film Festival 2009) ระหว่างวันที่ 24 – 30 กันยายน 2552 นี้ นับเป็น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ที่สำคัญในภูมิภาคเอเซีย ในปีนี้มีการคัดสรรภาพยนตร์ชั้นดีจากผู้กำกับรุ่นใหม่ ทั้งในแถบเอซียและนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงกว่า 80 เรื่อง เพื่อร่วมประกวด และฉายโชว์ ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การจัดเทศกาลภาพยนตร์แอนนิเมชั่น ณ อินฟินิตี้ ฮอลล์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน นิทรรศการเพชรา เชาวราษฎร์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ การจัดสัมมนาด้านภาพยนตร์ และการมอบรางวัลกินรีทองคำ ที่โรงแรมชาเทรียม สวีท กรุงเทพฯ

กำหนดการ

24 กันยายน 2552 เวลา 18.00 น.
พิธิเปิดงาน ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

24-30 กันยายน 2552
จัดฉายภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ โรงภาพยนคร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

25 กันยายน 2552 เวลา 18.00 น.
พิธีเปิดเทศกาลภาพยนตร์แอนนิเมชั่น ณ อินฟินิตี้ ฮอลล์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน ดูรายละเอียดได้ที่ www.bkkaf.org

25-29 กันยายน 2552 เวลา 10.00-17.00 น.
งาน Seminar & Workshop ณ โรงแรม Chatrium Suites Hotel

26 กันยายน 2552 เวลา 19.00 น.
งานไทยไนท์ สยามนิรมิต

27 กันยายน 2552 เวลา 19.00 น.
งาน Director Night โรงแรม Chatrium Suites Hotel

28 กันยายน 2552 เวลา 19.00 น.
งาน The Hollywood Glamorous Winter Ball Night โรงแรม Chatrium Suites Hotel

30 กันยายน 2552 เวลา 18.00 น.
พิธีมอบรางวัลกินรีทองคำและพิธีปิด โรงแรม Chatrium Suites Hotel

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokfilm.org

ททท.จัดรถฟรี งาน เที่ยวไทย 5 ภาค อยุธยา



ททท. จัดรถบริการฟรี ชวนคนไทยเที่ยวปิดท้ายงาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสัน..สวรรค์ภาคกลาง” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 20 กันยายน 2552 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจร่วมเที่ยวงาน“เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสัน..สวรรค์ภาคกลาง” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 20 กันยายน 2552 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

งาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสัน..สวรรค์ภาคกลาง” จัดขึ้นในรูปแบบการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค กิจกรรมส่งเสริมการขาย (Consumer Fair) โดยมีผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวจากทั้ง 5 ภาคมาร่วมออกบูธเสนอสินค้าบริการในราคาพิเศษ พร้อมจัดให้มีการเจรจาธุรกิจ (Table Top Sale) ระหว่างกัน

นอกจากนี้ยังได้คัดสรรสุดยอดแหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมการแสดงที่โดดเด่น การจำหน่ายสินค้าโอทอป อาหารและผลไม้พื้นเมือง นิทรรศการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งกิจกรรมบันเทิงหลากรูปแบบ ตลอดการจัดงาน อาทิ การแสดงทางวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ (จ.กาฬสินธุ์ โคราช ร้อยเอ็ด) มินิคอนเสิร์ตจาก กุ้ง สุธิราช นกน้อย อุไรพร และพี สะเดิด เป็นต้น ทั้งยังสามารถเที่ยวชมสถานที่ต่างๆภายในศูนย์ศิลปาชีพบางไทรได้โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย อาทิ หมู่บ้าน 4 ภาค วังปลา สวนนก และตำหนักเจ้าแม่กวนอิม

และเพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกในการเข้าชมงาน ททท. ได้จัดรถปรับอากาศให้บริการรับ – ส่งจากบริเวณสถานีตำรวจย่อยบางซื่อ สวนจตุจักร (อยู่ตรงข้ามกรมการบินพลเรือน ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีหมอชิต) ไปยังศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน โดยจะให้บริการทุกครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 16.30 น. และกลับจากบริเวณงาน มายังบริเวณสวนจตุจักรทุกครึ่งชั่วโมงตั้งแต่เวลา 11.00 น. - 20.00 น. รวมทั้งรถตู้ให้บริการรับ-ส่ง จากบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลพระนครศรีอยุธยา (ตลาดเจ้าพรหม) ไปยังศูนย์ศิลปาชีพบางไทร วันละ 4 เที่ยว ขาไป เวลา 09.00 น. 13.00 น. 15.00 น. และ 21.00 น. ขากลับจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร มายังบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลพระนครศรีอยุธยา เวลา 12.00 น. 14.00 น. 16.00 น. และ 21.00 น.(ไม่เสียค่าบริการ)

ทั้งนี้ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานพระนครศรีอยุธยา โทร. 0-35 24-6076,0-3524-6077และที่เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672

10 เมืองน่าอยู่ของไทย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า


ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเมืองแม่ฮ่องสอน


เราอาจเคยได้ยินเรื่องการจัดอันดับความน่าอยู่ของเมืองจากทั่วโลกกัน มาบ้าง... รู้ไหมว่า ในเมืองไทยเองก็มีการจัดอันดับเมืองน่าอยู่จากทั่วประเทศด้วยเช่นกัน

โดยสถาบันที่จัดทำเรื่องดังกล่าวคือ "สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา" หรือ สทพ.(LDI) ซึ่งเป็นมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่เรียกงานของพวกเขาว่าเป็นองค์กรเชื่อมต่อ ที่เชื่อมต่ออดีต ปัจจุบันและอนาคต เชื่อมต่อแนวคิด นโยบาย และการปฏิบัติเชื่อมต่อหรือการถักทอทางสังคมทำให้เกิดพลังทางสังคม

สทพ.ได้ทำการจัดอันดับเมืองน่าอยู่จากทั่วประเทศ เมื่อปลายปีที่แล้ว(2551) โดย"เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่" ในความหมายของ"ดัชนีความน่าอยู่"ของ เมืองนี้ หมายถึง เทศบาลที่น่าอยู่สำหรับประชากรผู้อยู่อาศัยและผู้ท่องเที่ยวผ่านทาง ทั้งในมิติความปลอดภัย มิติความสะอาด มิติความมีคุณภาพชีวิตที่ดี มิติการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล และมิติความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมเป็น 5 มิติในการพิจารณาตัวชี้วัด โดยได้ทำการวิเคราะห์ดัชนีความน่าอยู่ของเทศบาลเมือง 124 แห่ง ทั่วประเทศ ผลปรากฏว่ามี 10 เมืองน่าอยู่ที่ติดอันดับดังต่อไปนี้


เมืองน่าน กับวิถีอันสงบงาม


อันดับ 10 "เมืองท่าบ่อ จ.หนองคาย" เมื่อปี พ.ศ. 2538 เป็นปีที่ได้มีการจัดตั้งเมืองท่าบ่อครบ 100 ปี ท่าบ่อหรือท่าบ่อเกลือในอดีต ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองท่าบ่อในรัชกาลที่ 5 อาชีพหลักของประชาชนชาวท่าบ่อคือทำการเกษตรกรรมและการประมง

เมืองนี้มีหมู่บ้านประมงที่มีชื่อเสียงอยู่ที่ ต.กองนาง มีหมู่บ้านทำยาสูบ หมู่บ้านทำแผ่นกระยอที่ใช้ทำปอเปี๊ยะ มีหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง ตำบลน้ำโมง พระพุทธรูปเก่าแก่สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2105 เป็นศูนย์รวมใจคนท่าบ่อ

อันดับ 9 "เมืองกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ" หากเอ่ยชื่อเมืองกันทรลักษ์ อาจจะไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า เป็นที่ตั้งของเมืองทางขึ้นสู่ "ปราสาทพระวิหาร"(กรณีพิพาทที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบระหว่างไทย-กัมพูชา)เชื่อ ว่าหลายคนต้องร้องอ้อ...กันแน่นอน

เมืองกันทรลักษ์เป็นเมืองชายแดน ที่มีความกลมกลืนทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของกันทรลักษ์คือ ผามออีแดง หน้าผาสูงราว 500 เมตร แบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันได้รับผลจากกรณีพิพาทพระวิหารทพให้ผามออีแดงต้องปิดไปโดยไม่มี กำหนด


หอแก้วมุกดาหาร หนึ่งในสัญลักษณ์จังหวัดมุกดาหาร


อันดับ 8 "เมืองนครพนม" นครพนมเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในเขตเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ อาทิ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขง ตลาดอินโดจีน รวมถึงตึกรามอาคารบ้านเรือนเก่าที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกที่แพร่เข้ามาในช่วง พ.ศ.2440-2460 บน "ถนนสุนทรวิจิตร" ไม่ว่าจะเป็นจวนผู้ว่าฯ หลังเก่า, อาคารโรงเรียนสุนทรวิจิตร, บ้านพักอัยการ, บ้านพักสรรพสามิต ตลอดจนบ้านพักอาศัยริมถนนหลายหลัง อีกทั้งยังมี"วัดนักบุญอันนา หนองแสง" อดีตศูนย์กลางของชาวคริสต์ริมฝั่งโขงอันสวยงาม

ขณะที่ถ้าออกนอกเมืองไปยัง อ.ธาตุพนม ก็จะได้พบกับ"พระธาตุพนม" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนคนไทยต่างเคารพศรัทธา

อันดับ 7 "เมืองแสนสุข จ.ชลบุรี" เทศบาลเมืองแสนสุข หรือ เมืองแสนสุข เป็นองค์การปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ห่างจากตัวเมืองชลบุรี ประมาณ 13 กิโลเมตร สถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทยคือ "ชายหาดบางแสน" ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่ไกลนัก เพียง 89 กิโลเมตรเท่านั้น

ในปีพ.ศ. 2536 เทศบาลก็ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองลักษณะพิเศษ (เมืองท่องเที่ยว) หาดบางแสน ในบริเวณหาดมีเครื่องดื่ม และอาหารทะเลประเภทของกินเล่นหาบมาขาย เช่น ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ห่อหมก ฯลฯ มีเก้าอี้ผ้าใบ ลูกยาง ว่ายน้ำให้เช่า มีห้องอาบน้ำจืดไว้บริการ ร้านอาหารหลายแห่งเรียงรายอยู่ริมหาด

อันดับ 6 "เมืองพะเยา" เมืองเก่าแก่อันสงบงามท่ามกลางเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตวัฒนธรรมและธรรมชาติ เมืองนี้มีสถานที่น่าสนใจ อาทิ "วัดศรีโคมคำ" สถานที่ประดิษฐาน"พระเจ้าตนหลวง" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา "กว๊านพะเยา" ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ แหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน

นอกจากนี้ในจังหวัดพะเยายังเป็นจังหวัดที่มีอันซีนไทยแลนด์ถึง 2 แห่ง คือ "วัดพระเจ้านั่งดิน" และ "น้ำตกภูซาง"


กว๊านพะเยา แหล่งประมงน้ำจืดสำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน


อันดับ 5 "เมืองมุกดาหาร" หรือที่ชาวเมืองนิยมเรียกว่า "เมืองมุก" ตามเรื่องเล่าขานที่ว่ามีผู้พบเห็นดวงแก้วสดใสเปล่งปลั่งในขณะที่กำลังสร้างเมือง (พ.ศ.2331)

มุกดาหารเป็นหนึ่งใน "ประตูสู่อินโดจีน" เพราะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เชื่อมจังหวัดมุกดาหารกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

เมืองนี้มีสิ่งน่าสนใจ อาทิ "หอแก้วมุกดาหาร" หนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดมุกดาหาร "ตลาดสินค้าอินโดจีน" ถ.สำราญชายโขง ศูนย์รวมสินค้าสารพัดอย่าง จากจีน รัสเซีย เวียดนาม ลาว ที่ขนถ่ายผ่านแขวงสะหวันนะเขต

อันดับ 4 "เมืองพิจิตร" เมืองพญาชาละวัน ถิ่นกำเนิดนิทานเรื่อง ไกรทอง เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง มีความหมายว่า "เมืองงาม" ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลก

พิจิตรเป็นเมืองเก่าแก่ ในสมัยสุโขทัยปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและในศิลาจารึกหลักที่ 8 รัชกาลพระยาลิไท เรียกว่า "เมืองสระหลวง" ซึ่งมีสถานะเป็นหัวเมืองเอกของกรุงสุโขทัย

พิจิตร เป็นที่ตั้งของ "บึงสีไฟ" บึงน้ำจืดขนาดใหญ่แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนพิจิตร และพิจิตรยังมีอันซีนเมืองไทยอยู่ที่ "วัดโพธิ์ประทับช้าง" ที่สร้างขึ้นโดย พระเจ้าเสือ หรือ พระสรรเพชญ์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงมาตุภูมิของพระองค์ อีกด้วย


วัดโพธิ์ประทับช้าง อันซีนแห่งเมืองพิจิตร


อันดับ 3 "เมืองน่าน" อีกหนึ่งเมืองในล้านนาตะวันออกที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวมจากเทือกเขา สูงถึงพื้นราบ ทำให้เสน่ห์ของเมืองน่านยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้ที่ไปเมืองน่านจะพบกับสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมอันหลาก หลาย อาทิ วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุเขาน้อย วัดมิ่งเมือง พระธาตุแช่แห้งพระธาตุคู่เมือง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เป็นต้น

อันดับ 2 "เมืองแม่ฮ่องสอน" เมืองสามหมอก อันสวยงามตามธรรมชาติของเทือกเขาสลับซับซ้อน เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ อาทิ วัดพระธาตุดอยกองมู สถานที่ประดิษฐานพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสามหมอก วัดจองคำ วัดจองกลาง โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) อันสวยงามจนได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ ที่มีปลาพลวงมากมายให้ชื่นชม

ด้วยความน่าสนใจของเมืองอันสงบงามท่ามกลางธรรมชาติแห่งเขา จึงไม่แปลกที่เมืองแม่ฮ่องสอนจะติดอันดับ 2 ของเมืองน่าอยู่ในเมืองไทย

อันดับ1 "เมืองพนัสนิคม จ.ชลบุรี" เทศบาลเมืองพนัสนิคม หรือ เมืองพนัสนิคม ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นเทศบาลขนาดกลางมีเนื้อที่ครอบคลุมตำบลพนัสนิคมทั้งตำบล อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 87 กม. ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 22 กม.

เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเคยรุ่งเรืองเมื่อสมัย 1,000 ปี มาแล้ว หรือสมัยที่ขอมยังเรืองอำนาจอยู่ในอาณาจักรสุวรรณภูมิ

ชาวพนัสนิคมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพาณิชยกรรม และหัตถกรรมที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับชาวพนัสนิคมเป็นอย่างมากคือ "การจักสาน" เช่น กระเป๋า ตะกร้า ฝาชี เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า "เมืองสะอาด" ตามคำขวัญของเมือง โดยมีรางวัลต่างๆ ที่รับรองความสะอาดดังนี้ รางวัลพระราชทาน 3 ปีซ้อน พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2534

และนั่นคือ 10 เมืองน่าอยู่ของไทย ที่แม้จะไม่ใช่เมืองในอุดมคติของใครหลายๆคน แต่ว่าก็เป็นเมืองทรงคุณค่าที่ทำให้รู้ว่า เมืองไทยเรานี้มีเมืองน่าอยู่ไม่เป็นรองชาติใดในโลกเลย.
Thak data ASTV