แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คันม่วนอก ม่วนใจ๋ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คันม่วนอก ม่วนใจ๋ แสดงบทความทั้งหมด

ทำบุญตักบาตรสองแผ่นดิน เหนือสุดในสยาม


รายละเอียด
เนื่องในวันออกพรรษา  เทศบาลตำบลแม่สาย จัดให้มีการทำบุญตักบาตรสองแผ่นดิน (ตักบาตรเทโว)  เหนือสุดในสยาม เพื่อเป็นการระลึกถึงหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวแม่สาย และชาวเมียนม่าร์ ในสองฝั่งประเทศ โดยกำหนดจัดงานทำบุญตักบาตรเทโวขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2553 ณ บริเวณเชิงดอยวัดพระธาตุดอยเวา (หน้าด่านพรมแดน) เรื่อยไป จนถึงมูลนิธิกวงเม้งแม่สาย (ถนนพหลโยธินด้านทิศตะวันตก) ตั้งแต่เวลา 04.00 น.เป็นต้นไป

ประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด ปี 2553





รายละเอียด


จัดขึ้นในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถึง วันแรม 8 ค่ำ เดือน 11 ในปีนี้   ตรงกับ วันที่ 19 – 31 ตุลาคม 2553 โดยความเชื่อของชาวไทยใหญ่ก่อนถึงวันงานจะมีการจัดเตรียมสร้างปราสาทจำลอง ทำด้วยโครงไม้ไผ่ ประดับลวดลายด้วยกระดาษสา กระดาษสีต่างๆ หน่อกล้วย อ้อยและโคมไฟ ตกแต่งอย่างสวยงาม เรียกว่า "จองพารา"  เพื่อใช้สมมติเป็นปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลังจากเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  จากนั้นก็จะยก "จองพารา" ขึ้นไว้นอกชายคา นอกรั้ว หรือบริเวณกลางลานทั้งที่บ้านและที่วัด โดยในช่วงเย็นวันที่  21 ตุลาคม 2553 จะมีการแห่ขบวนจองพาราของแต่ละหมู่บ้านในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมขบวนฟ้อนรำตั้งแต่บริเวณสะพานหน้าโรงแรมรุคส์ฮอลิเดย์ถึงบริเวณถนนสิงหนาทบำรุง ในตอนเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (23 ตุลาคม 2553) อันเป็นวันออกพรรษาตั้งแต่เช้าตรู่ประชาชนชาวไทยใหญ่ จะพร้อมใจกันตักบาตรเทโวโรหนะ บริเวณวัดพระธาตุดอยกองมู พระภิกษุ สามเณรและประชาชน

เทศกาลลางสาดหวาน และมหกรรมของดีเมืองอุตรดิตถ์

6 ก.ย. 2553 - 15 ก.ย. 2553

การจัดร้านนิทรรศการของดีแต่ละอำเภอ จากหน่วยงานราชการ และภาคเอกชน นิทรรศการด้านท่องเที่ยว การจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก สินค้าแปรรูปทางการเกษตร การแสดงและจำหน่ายสินค้าจาก

พายเรือเที่ยวป่า ตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด

พายเรือเที่ยวป่า ตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด

กิจกรรม ท่องเที่ยวเชิงนิเวศของหมู่บ้านหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่บริหารจัดการโดยกลุ่มชุมชนท้องถิ่น โดยการพานักท่องเที่ยวล่องเรือสัมผัสธรรมชาติและชีวิตสัตว์ต่าง ๆ ในลำน้ำเข็กช่วงหน้าแล้ง ช่วงมีนาคม - พฤษภาคม กิจกรรมมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบค้างแรมในป่า 2 วัน 1 คืน หรือแบบเช้าไปเย็นกลับ นอกจากนี้ ยังสามารถทำกิจกรรมระยะสั้น โดยนั่งเรือเรือแจวจากแก่งบางระจันไปยังแก่งสอง ไปกลับใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง 

งานรำลึกประวัติศาสตร์รถไฟ รถม้า ลำปาง ครั้งที่ 11

วันที่ 1 - 5 เมษายน 2553
สถานที่ ณ บริเวณหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง




งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2553

วันที่ : 5 - 7 กุมภาพันธ์ 2553
สถานที่ : ณ สวนสาธารณะหนองบวกหาด บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ และลานเอนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพ


จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 5 - 7 กุมภาพันธ์ 2553 ณ สวนสาธารณะหนองบวกหาด บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ และลานเอนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพ โดยปีนี้มีรางวัลถ้วยพระราชทานสำหรับการประกวดขบวนรถบุปผชาติแต่ละประเภท











การจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับสืบทอดกันมาเป็นเวลา 33 ปี โดยกำหนดจัดงานในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แรกของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูและคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความงดงามตระการตาของดอกไม้นานาพันธุ์ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายประเภท ได้แก่
-การจัดนิทรรศการและการประกวดไม้ดอกไม้ประดับตลอดเวลาการจัดงาน
-การแห่ประกวดขบวนบุปผชาติ วันที่ 6 ก.พ.53
-การประกวดนางงามบุปผชาติและนางงามบุปผชาตินานาชาติ คืนวันที่ 5 ก.พ.53
-การจัดกาดหมั้วเช้าวันที่ 6 ก.พ.53 ณ สวนข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัด และระหว่าง 5-7 ก.พ.53 ณ ข่วงประตูท่าแพ
-การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน 5-7 ก.พ.53 ณ สวนสาธารณะหนองบวกหาดและข่วงประตูท่าแพ
-การแสดงดนตรีในสวน 6-7 ก.พ.53 ณ เวทีสวนสาธารณะหนองบวกหาด และ 5-7 ก.พ.53 ณ ข่วงประตูท่าแพ
-การตกแต่งเส้นทาง การทำถนนดอกไม้ ตามเส้นทางที่ขบวนรถบุปผชาติผ่าน
-การจัดมหกรรมอาหาร 5-7 ก.พ.53 ณ บริเวณถนนอารักษ์ด้านทิศตะวันตกของสวนสาธารณะหนองบวกหาด











สำหรับในปีนี้นับเป็นกรณีพิเศษที่ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้ขอพระราชทานถ้วย รางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับการประกวดขบวนแห่รถบุปผชาติทั้งประเภทสวยงาม ประเภทความคิดสร้างสรรค์ และประเภทอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม นอกจากนั้น ยังได้เน้นเรื่องความเป็นล้านนาโดยการแต่งกายและภาษาพูด แต่งพื้นเมือง อู้กำเมือง สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม และในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมถนนคนเดินช่วงถนนสามล้าน เชื่อมโยงกับถนนคนเดินที่เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเป็นประจำอยู่แล้ว

เที่ยวเมืองน่าน สัมผัสชมพูภูคาบาน

เที่ยวเมืองน่าน สัมผัสชมพูภูคาบานบนอุทยานแห่งชาติดอยภูคาแห่งเดียวในโลก



น่าน เมืองที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ด้าน โบราณสถาน สถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน งานศิลปะ ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหลากหลายชนเผ่า ผ่านมาหลายยุคสมัยที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงจากกระแสความเจริญจากภายนอกอย่าง มากมาย จนถึงปัจจุบันน่านยังคงรักษาวัฒนธรรมได้ลงตัวอย่างลงตัวและน่าสนใจอย่าง ยิ่ง น่านยังได้รับการกล่าวกันว่าเป็นชุมชนคนต้นน้ำอันเป็นพื้นที่ประกอบด้วย แม่น้ำ สายธาร ภูเขา ป่าไม้ ทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติได้หล่อหลอมความเป็น“เมืองแห่งอารยธรรม ล้านนาตะวันออก” อย่างแท้จริง และยังมีกลิ่นไอของอารยธรรมล้านช้างหรือเมืองหลวงพระบางอันลือชื่อใน ปัจจุบัน อีกด้วย อันเป็นเสน่ห์ให้ผู้คนหลงใหลในความเป็นอดีตและความเป็นธรรมชาติเดินทางมา ท่องเที่ยวยังเมืองน่านและกลายเป็นจุดหมายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ใน ภูมิภาคภาคเหนือในปัจจุบัน

สำหรับในเดือนกุมภาพันธ์ อันเป็นเดือนแห่งความรัก ไปจนถึงเดือนมีนาคม 2553 นักท่องเที่ยวต่างรอคอยที่จะมาสัมผัสความงามของดอกชมพูภูคา นามว่า “ชมพูภูคา” ได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระเทพพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต้นชมพูภูคาเป็นพืชหายากชนิดหนึ่งของโลก มีดอกสีชมพูอมขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bretschneidera sinensis Hemsl ชื่อวงศ์ BRETSCHNEIDERACEAE พบแห่งเดียวที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน เคยค้นพบในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศจีนและตอนเหนือของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีการค้นพบอีกเลยและอาจจะสูญพันธ์จากโลกไปแล้ว จนในปี 2552 ได้มีการค้นพบอีกครั้งโดย ดร. ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคาแห่งนี้

ในปี 2553 นี้ คาดว่าดอกชมภูภูคาจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์และจะบานงดงามให้นักท่อง เที่ยวได้สัมผัสไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม 2553 นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2553 อำเภอปัว ได้จัดงาน เทศกาลชมพูภูคา สืบสานตำนานไตลื้อ ในช่วงดอกชมพูภูคาบานอีกด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเมืองน่านเมืองแห่งอารยธรรมล้านนาตะวันออกไป พร้อมกับการชมดอกชมพูภูคา

ททท.สำนักงานแพร่ แนะนำนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเมืองน่านด้วยตนเองหรือนั่งรถ ราง โดยเฉพาะในพื้นที่เรียกว่า “หัวแหวนเมืองเก่าน่าน” มีโบราณสถานสวยงามและเก่าแก่ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ งาช้างดำที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน วัดมิ่งเมือง วัดสวนตาล และ วัดพระธาตุแช่แห้ง (พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีเถาะ) ระหว่างการเดินทางยังแนะนำนักท่องเที่ยวแวะนมัสการพระธาตุช่อแฮ (พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล) ณ วัดพระธาตุช่อแฮ ในจังหวัดแพร่ เพิ่มเติมเพื่อเป็นสิริมงคล

นักท่องเที่ยวที่สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ททท. สำนักงานแพร่ โทรศัพท์ 0 5452 1118 , 0 5452 1127, อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทร. 0 5470 1000, 0 5473 1362, 08 1881 6785 เทศบาลตำบลปัว โทร. 0 5479 1400, 08 7786 7743, 08 9701 0350

เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง

เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ครั้งที่ 27

วันที่ : 15 - 17 มกราคม 2553
สถานที่ : สี่แยกบ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

เทศบาลตำบลต้นเปา ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ อบจ.เชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน เตรียมความพร้อมจัดงานเทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมบ้านบ่อสร้าง ครั้งที่ 27 ประจำปี 2553 ยิ่งใหญ่ พร้อมโชว์ร่มนานาชาติ 18 ประเทศ ระหว่างวันที่ 15 - 17 มกราคม 2553




เทศบาลตำบลต้นเปา ภายใต้การกำกับดูแลของนายศรีทูรย์ ไซยซาววงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลต้นเปา ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้น บ้านให้คงอยู่สืบไป ได้ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เชียงใหม่อำเภอสันกำแพง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ จะจัด งานเทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง เป็นครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 15 - 17 มกราคม 2553 ณ บริเวณหมู่บ้านบ่อสร้าง หมู่ที่ 3 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และการผลิตหัตถกรรมของคนท้องถิ่น เช่น ร่ม พัดไม้แกะสลัก เครื่องเงินเครื่องเขิน ผ้าทอพื้นเมือง กระดาษสา และสินค้าชุมชนที่ผลิตจากภูมิปัญญาชาวบ้านในอำเภอสันกำแพง ซึ่งได้รับการ ถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะวันที่ 15 มกราคม 2553 จะมีพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ชมขบวนรถประดับร่ม ขบวนแห่ทางวัฒนธรรม ขบวนแม่ญิงขี่รถถีบกางจ้อง ชมการตกแต่งหน้าร้านและซุ้มประตูป่าแบบล้านนา การแสดงทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน บ่อสร้างและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ผ่านลีลาการร่ายรำและขบวนที่วิจิตรงดงาม และชมกิจกรรมในภาคกลางคืนอีกมากมาย อาทิ การประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง อีกทั้งนักท่องเที่ยวทุกท่านยังสามารถร่วมกิจกรรม วาดพัด วาดร่มซึ่งบริการแก่นักท่องเที่ยว เลือกซื้อสินค้าชุมชนลือชื่อมากมายในราคาถูก ซึ่งชาวบ้านจะพร้อมใจกันนำมาลด ราคาตลอดการจัดงาน

กำหนดการจัดกิจกรรม "งานเทศกาลร่วมบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ครั้งที่ 27"

วันที่ 15 มกราคม 2553
08.00-17.00 น. - การแสดงวัฒนธรรมล้านนา ณ เวทีสหกรณ์บ่อสร้าง
09.00-22.00 น. - การแสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ คุณภาพดี ราคาถูก
- สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง ลดราคาทั้งหมู่บ้าน
- ชมการประกวดตกแต่งหน้าร้าน บนถนนสายบ่อสร้าง
- ชมการตกแต่งซุ้มประตูป่า บนถนนสายบ่อสร้าง
- กิจกรรมการจัดนิทรรศการและพิพิภัณฑ์ร่ม ณ ร้านวรรณลักษณ์
- กิจกรรมการสาธิตและจำลองการทำร่มบ่อสร้างฯ แบบดั้งเดิม ณ บริเวณร้านเอื้องคำแกะสลัก
- กิจกรรมกาดหมั้ว และการแสดงสินค้า OTOP ณ บริเวณสี่แยกบ่อสร้าง
16.00 น. - ชมขบวนแม่ญิงรถถีบกางจ้องโดยผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง
17.00-18.00 น. - พิธีเปิดงานเทศกาลร่วมบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ครั้งที่ 27 ประจำปี 2553 ณ ปะรำพิธีเปิดงานบ้านบ่อสร้าง
- ชมการแสดงทางวัฒนธรรม และขบวนแห่รถประดับร่ม
20.00-24.00 น. - ชมการแสดงแอโรบิค ณ เวทีโรงเรียนบ้านบ่อสร้าง
- ชมดตรีไทยลูกทุ่ง ณ เวทีสหกรณ์

วันที่ 16 มกราคม 2553
08.00-17.00 น. - การแสดงวัฒนธรรมล้านนา ณ เวทีสหกรณ์บ่อสร้าง
09.00-22.00 น. - การแสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ คุณภาพดี ราคาถูก
- สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง ลดราคาทั้งหมู่บ้าน
- ชมการประกวดตกแต่งหน้าร้าน บนถนนสายบ่อสร้าง
- ชมการตกแต่งซุ้มประตูป่า บนถนนสายบ่อสร้าง
- กิจกรรมการจัดนิทรรศการและพิพิภัณฑ์ร่ม ณ ร้านวรรณลักษณ์
- กิจกรรมการสาธิตและจำลองการทำร่มบ่อสร้างฯ แบบดั้งเดิม ณ บริเวณร้านเอื้องคำแกะสลัก
- กิจกรรมกาดหมั้ว และการแสดงสินค้า OTOP ณ บริเวณสี่แยกบ่อสร้าง
11.00 น. - ชมขบวนแม่ญิงรถถีบกางจ้องโดยสาวงามผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง
15.00-23.00 น. - กิจกรรมถนนคนเดิน ถนนบ้านบ่อสร้าง ตลอดสาย (Street Fair)
20.00-24.00 น. - ชมการแสดงวงดนตรีไทยลูกทุ่งจากโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์
- รำวงย้อนยุค ณ เวทีชั่วคราว สนามราชา
- ชมดนตรีไทยลูกทุ่ง ณ เวทีสหกรณ์

วันที่ 17 มกราคม 2553
08.00 น. - การแข่งขันจักรยานเสือภูเขา ครั้งที่ 2 จุด Start ณ โรงเรียนบ้านบ่อสร้าง
08.00-17.00 น. - การแสดงวัฒนธรรมล้านนา ณ เวทีสหกรณ์บ่อสร้าง
09.00-22.00 น. - การแสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ คุณภาพดี ราคาถูก
- สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง ลดราคาทั้งหมู่บ้าน
- ชมการประกวดตกแต่งหน้าร้าน บนถนนสายบ่อสร้าง
- ชมการตกแต่งซุ้มประตูป่า บนถนนสายบ่อสร้าง
- กิจกรรมการจัดนิทรรศการและพิพิภัณฑ์ร่ม ณ ร้านวรรณลักษณ์
- กิจกรรมการสาธิตและจำลองการทำร่มบ่อสร้างฯ แบบดั้งเดิม ณ บริเวณร้านเอื้องคำแกะสลัก
- กิจกรรมกาดหมั้ว และการแสดงสินค้า OTOP ณ บริเวณสี่แยกบ่อสร้าง
09.00 น.เป็นต้นไป - การแข่งขันกีฬาเปตอง ณ บริเวณหน้าวัดบ่อสร้าง
09.00-15.00 น. - ชมการตัดสินการประกวดหัตถกรรมประเภทต่างๆ ณ ปะรำพิธีเปิดงานบ้านบ่อสร้าง
10.00-17.00 น. - ชมการแข่งขันมอเตอร์ไซด์บ่อสร้างไซเคิลครอส ครั้งที่ 2 ณ สนามชั่วคราวบ้านบ่อสร้าง ซอย 1
11.00 น. - ชมขบวนแม่ญิงรถถีบกางจ้องโดยสาวงามผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง
15.00-22.00 น. - กิจกรรมถนนคนเดิน ถนนบ้านบ่อสร้าง ตลอดสาย (Street Fair)
19.00 น. เป็นต้นไป - การแข่งขันตะกร้อลอดบ่วง ณ บริเวณวัดบ่อสร้าง
20.00-24.00 น. - การประกวดธิดาร่วมบ่อสร้าง การแสดงดนตีร พร้อมมอบรางการประกวดประเภทต่างๆ ณ เวทีการประกวดโรงเรียนบ้านบ่อสร้าง
- ชมดนตรีไทยลูกทุ่ง ณ เวทีสหกรณ์


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เทศบาลตำบลต้นเปา โทร. 0 5333 8048-9 ต่อ 130
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5324 8604, 0 5324 8607
เว็บไซต์ www.tonpao.go.th

ขอเชิญเที่ยวงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 6


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ขอเชิญเที่ยวงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2552 – 4 มกราคม 2553 ณ บริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก เชิงสะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 ใกล้โรงเรียนเทศบาล 6 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย


นางอัจฉริกา มณีสิน ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานเชียงราย กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มีกำหนดจัดงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 6 ขึ้น ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2552 ถึง 4 มกราคม 2553 ณ บริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก (ทางไปสนามบินนานาชาติเชียงราย) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแห่งใหม่สำหรับปีนี้ การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย และส่งเสริมพัฒนาให้จังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว ที่มีคุณภาพ กิจกรรมภายในจะประกอบด้วย :


- ขบวนรถบุปฝชาติที่ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์กว่า 20 ขบวน
ใน วันที่ 26 ธันวาคม 2552 เวลาประมาณ 08.00 น. เริ่มต้นขบวนที่บริเวณสี่แยกสุริวงค์ (ใกล้ธนาคาร ธกส.) – วิทยาลัยอาชีวศึกษา – เลี้ยวซ้ายถนนศรีเกิดถึงสี่แยกพ่อขุนเม็งราย - ผ่านสวนตุงและโคม – วิทยาลัยอาชีวศึกษา – เลี้ยวซ้ายถนนศรีเกิดถึงสี่แยกอภิสแควร์ – เลี้ยวขวาจนถึงบริเวณห้าแยกพ่อขุนฯ จุดสิ้นสุดขบวน และจัดให้มีพิธีเปิดงานในวันดังกล่าว ณ บริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก เวลาประมาณ 11.00 น.
- สวนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
- อุทยานไม้ดอกเมืองหนาว ทิวลิป ลิลลี่ ฯลฯ
- อุทยานกล้วยไม้นานาพันธุ์
- กิจกรรมการประกวดสวนไม้ดอกไม้ประดับ ประกวดการทำบายศรี
- กิจกรรมการประกวดภาพวาดและภาพถ่ายดอกไม้ในงาน
- การจำหน่ายสุดยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และสินค้าโอท็อปต่างๆ
- การแสดงงานฝีมือและการประดิษฐ์ดอกไม้ – ใบตอง
- การจัดข่วงวัฒนธรรม ภูมิปัญญาล้านนา สล่าเชียงราย
- การประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ในวันที่ 26-27 ธันวาคม 2552
ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 7400 หรือ ททท. สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 7433, 0 5374 4674-5
แผนที่ขอรับ

งานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง


งานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัด เชียงใหม่ เห็นชอบร่วมกันให้จัดงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง ระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2552 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรม Highlight

1 สวนองค์กร
2 สวนนานาชาติ ประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว จำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ โมร็อคโค เคนย่า ซูดาน อินโดนีเซีย กัมพูชา บังคลาเทศ ภู ฎาน อินเดีย เนปาล และแอฟริกาใต้

การจัดนิทรรศการและกิจกรรมด้านการเกษตร

1.การจัดนิทรรศการและกิจกรรมโครงการพระราชดำริ
สถานที่ : อาคารนิทรรศการถาวร (Expo Center)
แนวคิด (Theme) “ ในหลวงกับการลดสภาวะโลกร้อน”

2.การจัดนิทรรศการและกิจกรรมผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ผลงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้
สถานที่ : อาคารนิทรรศการชั่วคราว

2.1 กิจกรรม “เกษตรเพื่อประชาชน”
- เวทีสนทนาวิชาการเกษตร
- ประกวดผลผลิตทางการเกษตร

3. การจัดนิทรรศการในอาคารพืชสวน อาคารโลกแมลง สวนสมุนไพร บ้านหม่อนไหม
- อาคารพืชสวน (ไม้ผล )
- อาคารโลกแมลง (Bug World)
- สวนสมุนไพร
- บ้านหม่อนไหม

4.นิทรรศการและประกวดกล้วยไม้
สถานที่ : อาคารกล้วยไม้และบริเวณรอบอาคาร

ก.ภายในอาคารเรือนกระจก และสวนกล้วยไม้ด้านหน้า (Orchid Park)
- ภายในอาคารเรือนกระจก ดำเนินการจัดนิทรรศการโดย กรมวิชาการเกษตร
(1)ชั้นบน จัดแสดงภาพวาดกล้วยไม้
(2)ชั้นล่าง จัดแสดงกล้วยไม้หายาก และกล้วยไม้ทรงคุณค่า ที่ค้นพบโดยคนไทย หรือที่ค้นพบในประเทศไทย/ตั้งชื่อไทย กล้วยไม้เทิดพระเกียรติฯ ไม้พระนาม กล้วยไม้ทรงคุณค่า เส้นทางกล้วยไม้ นิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งสำคัญ/บุคคลสำคัญของกล้วย ไม้ นิทรรศการวิชาการกล้วยไม้ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยจัดแสดงเป็นภาพถ่ายและ ของจริง รวมทั้งจัดแสดงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกล้วยไม้
-บริเวณสวนกล้วยไม้ด้านหน้า (Orchid Park) จัดแสดงพันธุ์กล้วยไม้ และตกแต่งภูมิทัศน์ มอบหมายให้ สวพส. เป็นผู้ดำเนินการ
ข.ภายนอกอาคาร (ด้านหลังอาคารกล้วยไม้) ดำเนินการโดย กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้ประสานงานกับสมาคม และชมรมต่าง ๆ โดยจะใช้พื้นที่บริเวณนี้ในการจัด ประกวดกล้วยไม้ 9 สกุล ได้แก่ กล้วยไม้เดี่ยว กล้วยไม้หมู่ และสวนหย่อมกล้วยไม้ และกำหนดให้วันที่ 29 พ.ย.52 เป็นวันตัดสินประกวดกล้วยไม้ จากนั้นจะนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชม ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-10 ธ.ค.52
ค.จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง ปลูกกล้วยไม้แบบมืออาชีพ ในวันกล้วยไม้ไทย วันที่ 4 - 5 ธันวาคม 2552 ณ ห้องประชุม สวพ.1


การจัดประกวด การจัดจำหน่ายสินค้า และของที่ระลึก (กรมส่งเสริมการเกษตร)
- การดำเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตร
- การจัดประกวดผลผลิตการเกษตร
- การจำหน่ายสินค้า และของที่ระลึก

จัดพิธีเปิดงานและกิจกรรมเสริมงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง
กิจกรรมเปิดงาน (Opening Show) วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552
1. พิธีถวายพระพร วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2552
-ถวายเครื่องสักการะของบุคคลสำคัญจากหน่วยงานต่าง ๆ ต่อหน้าพระบรมสาทิศลักษณ์
-พิธีเปิดกรวยดอกไม้ ถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนชัย
-การแสดงพลุไฟเฉลิมพระเกียรติ“ราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง”ชุดพิเศษ 9 ชุด ชุดละ 999 ลูก

2.การแสดงประจำวันเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพ่อหลวง เวทีใหญ่กลางแจ้ง เวลา 18.00 – 22.00 น.

3.การแสดงพลุดอกไม้ไฟประจำวันเพื่อร่วมปิดงาน ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. - 10 ธ.ค. 52 ช่วงเวลาประมาณ 21.30 -22.00 น. ชุด “เมืองไทยใครใครก็รัก”

4.PASSPORT ท่องเที่ยว “ 9 AMAZING ในงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง ” รับ PASSPORTฟรี วันละ 10,000 ใบ เดินทางท่องเที่ยวในสวนและประทับตราให้ครบ 9 แห่ง ณ จุดที่กำหนดไว้ใน PASSPORT เขียนชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ลงใน PASSPORT ส่งที่บูทของ ททท. เพื่อ
-แลกรับของที่ระลึกจาก ททท. 999 ชิ้นต่อวัน
-ลุ้นจับรายชื่อผู้ที่โชคดี รับรางวัลใหญ่ด้านท่องเที่ยว 9 รางวัลใหญ่ และ 99 รางวัลย่อย

5.การตลาดส่งเสริมการขาย

6.1จัดทัศนศึกษาให้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว
-ททท. ส่วนกลางจัดการทัศนศึกษาให้แก่ผู้แทนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ และ
ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ
-ททท. สำนักงานสาขาทั่วประเทศ 35 แห่ง จัดการทัศนศึกษาให้แก่ผู้ประกอบการ ในพื้นที่ของตนเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะสวนราชพฤกษ์
-ททท. สำนักงานสาขาต่างประเทศ จัดการทัศนศึกษาให้แก่สื่อมวลชน เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะสวนราชพฤกษ์
6.2ร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จัดโปรแกรมท่องเที่ยว และลงโฆษณาส่งเสริมการขายโปรแกรมท่องเที่ยวมายังงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รัก พ่อหลวง

หนาวนี้ไปดอย สัมผัสอากาศ บรื๊อ!!!!!!!หนาว


อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์


แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า ดอยอ่างกา

ดอยอินทนนท์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยซึ่งพาดผ่านจากประเทศ เนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่นี่ สิ่งที่น่าสนใจของดอยนี้ไม่เพียงแต่เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศด้วยความ สูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศและสภาพป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวัน และบางครั้งน้ำค้างยังกลายเป็นน้ำค้างแข็ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผู้มาเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย

การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ 106 กิโลเมตร ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-จอมทอง ถึงหลักกิโลเมตรที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กิโลเมตรถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ทางค่อนข้างสูงชัน รถที่นำขึ้นไปจะต้องมีสภาพดี ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวสามารถนั่งรถสองแถวสายเชียงใหม่-จอมทองบริเวณประตู เชียงใหม่ จากนั้นขึ้นรถสองแถวที่หน้าวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารหรือที่น้ำตกแม่กลาง ซึ่งจะเป็นรถโดยสารประจำทางไปจนถึงที่ทำการอุทยานฯตรงหลักกิโลเมตรที่ 31 และหมู่บ้านใกล้เคียง แต่หากต้องการจะไปยังจุดต่าง ๆ ต้องเหมาไปคันละประมาณ 800 บาท

ทางอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่บริเวณ กิโลเมตรที่ 9 ของเส้นทางหมายเลข 1009 มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ และมีนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ป่า และอื่น ๆ

บริเวณที่ทำการมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม สำรองที่พักล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทร. 0 2562 0760 หรือ เว็บไซต์ www.dnp.go.th อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โทร. 0 5335 5728, 0 5331 1608, เว็บไซต์ www.doiinthanon.com

ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ คนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ
น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมากแห่งหนึ่ง เพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาที่สูงชัน 280 เมตร ลงมากระทบโขดหินเป็นชั้น ๆ เหมือนม่าน แล้วลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง น้ำใสเย็นเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งบริเวณรอบ ๆ น้ำตกเป็นป่าเขาอันสงบเงียบ และมีศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวตั้งอยู่ด้วย บริเวณน้ำตกสะอาดและจัดการพื้นที่ได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป 14 กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 200 เมตร

น้ำตกแม่กลาง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ชั้นเดียว สูงประมาณ 100 เมตร ต้นน้ำอยู่บนดอยอินทนนท์ มีน้ำไหลตลอดปี มีความสวยงามตามธรรมชาติ การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปอีก 8 กิโลเมตร แยกซ้าย 500 เมตร เป็นทางลาดยางตลอด

ถ้ำบริจินดา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 8-9 ของทางหลวงหมายเลข 1009 ใกล้กับน้ำตกแม่กลาง จะเห็นทางแยกขวามือมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริจินดา ภายในถ้ำลึกหลายกิโลเมตร เพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อย หรือชาวเหนือเรียกว่า “นมผา” สวยงามมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย นอกจากนั้น ยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิดประกายระยิบระยับดังกากเพชรงามยิ่งนัก ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุสามารถมองเห็นภายในได้ถนัด เพราะมีอุโมงค์ซึ่งแสงสว่างลอดเข้ามา บริเวณปากถ้ำจะมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อธิบายประวัติการค้นพบถ้ำนี้

น้ำตกวชิรธาร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เดิมชื่อ “ตาดฆ้องโยง” น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงที่มีน้ำมากละอองน้ำจะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณรู้สึกได้ถึงความเย็นและ ชุ่มชื้น และสะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปหาหน้าผานั้นจะเปียกลื่นอยู่ตลอดเวลา แต่หากเดินเข้าไปจนสุดจะได้สัมผัสกับความงามของน้ำตกมากที่สุด
การเดินทาง จากเชิงดอยอินทนนท์ขึ้นไปถึงกิโลเมตรที่ 21 จะเห็นป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก ลงไป 500 เมตร ถนนจะถึงที่ตัวน้ำตก อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางเดิมอยู่เลยจากทางแยกแรกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามป้ายและเดินจากลานจอดรถลงไปอีก 351 เมตร หากใช้เส้นทางนี้จะได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติรอบด้านตลอดทางเดิน

น้ำตกสิริภูมิ ไหลมาจากหน้าผาสูงชัน เป็นทางยาวสวยงามมาก สามารถมองเห็นได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กันแต่เดิมเรียกว่า “เลาลึ” ตามชื่อของหัวหน้าหมู่บ้านม้งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ น้ำตกสิริภูมิตั้งอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร แต่รถไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกได้ นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเข้าไปบริเวณด้านล่างของน้ำตก

โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์เป็นสถานีวิจัยดอกไม้เมืองหนาวเป็นหลัก พรรณไม้ที่ปลูกมากที่สุดคือเบญจมาศ เพราะมีสีสันสดใส นอกจากนั้นยังมีโครงการวิจัยสตรอว์เบอรรี โครงการศึกษาและรวบรวมพันธุ์เฟินชนิดต่างๆ โครงการวิจัยกาแฟ โครงการวิจัยฝรั่งคั้นน้ำ ไม้ผล เช่น สาลี่ พลับ กีวี ทิบทิมเมล็ดนิ่ม ฯลฯ ไม้ดอก เช่น แกลดิโอลัส กุหลาบ เยอบีรา ฯลฯ ผัก เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ เซเลอรี ฯลฯ

ยังมีพืชผักสมุนไพร และไม้ผลขนาดเล็ก ซึ่งจัดจำหน่ายภายใต้ตรา "ดอยคำ" รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาเทร้าต์สายรุ้ง นอกจากนี้ยังมีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การทำนาข้าวขั้นบันไดของเผ่ากะเหรี่ยง ประเพณีกินวอของชาวเผ่าม้งบ้านขุนกลาง และแหล่งท่องเที่ยวเพื่อชมความงามธรรมชาติรอบๆพื้นที่ รวมทั้งกิจกรรมดูนกและชมดาว โครงการหลวงฯ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านขุนกลาง ตำบลห้วยหลวง เดินทางตามเส้นทางสู่ดอยอินทนนท์ ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเป็นทางลูกรังเข้าสู่โครงการฯ อีกประมาณ 1 กิโลเมตร โครงการหลวงฯนี้ รับผิดชอบส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่กะเหรี่ยงและม้งในพื้นที่




พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2535 พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ ยอดปลีขององค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์ได้อย่างสวยงาม

ยอดดอยอินทนนท์ จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอิน ทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และหวงแหนดอย หลวงเป็นอย่างมากต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มากจึงสั่งว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วให้แบ่งเอาอัฐิส่วน หนึ่งมาไว้ที่นี่

ศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว อยู่บริเวณใกล้กับยอดดอย แสดงนิทรรศการเรื่องราวของดอยอินทนนท์จากอดีตถึงปัจจุบัน ให้ความรู้ทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ ทางชีววิทยา ป่าไม้ สิ่งมีชีวิต ซึ่งบางชนิดหาดูได้ที่นี่แห่งเดียวในเมืองไทย ผู้มาเยือนจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย

น้ำตกห้วยทรายเหลือง เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลแรงตลอดปี และไหลจากหน้าผาลงมาเป็นชั้น ๆ เข้าทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มประมาณ 16 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงหมายเลข 1009 ตรงด่านตรวจกิโลเมตรที่ 38 ไปตามทางหลวงหมายเลข 1192 สายอินทนนท์-แม่แจ่ม ประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปน้ำตก เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นทางดินแดงในช่วงหน้าฝนทางลำบากมากต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

น้ำตกแม่ปาน เข้าทางเดียวกับน้ำตกห้วยทรายเหลือง แต่อยู่เลยไปอีก 500 เมตร และจากจุดจอดรถต้องเดินต่อไปอีก 800 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก น้ำตกแม่ปานนับว่าเป็นน้ำตกที่ยาวที่สุดของเชียงใหม่ก็ว่าได้ น้ำจะตกลงมาจากหน้าผาซึ่งสูงกว่า 100 เมตร เป็นทางยาว ถ้ามองดูแต่ไกลจะเห็นสายน้ำยาวสีขาวตัดกับสีเขียวของต้นไม้ทำให้ดูเด่น น้ำที่ตกลงมายังเบื้องล่างกระทบโขดหินแตกเป็นฟองกระจายไปทั่วบริเวณทำให้มี ความชุ่มชื้น เบื้องล่างมีแอ่งน้ำรองรับอยู่ สามารถพักผ่อนลงอาบเล่นได้

เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน ทางเข้า อยู่กิโลเมตรที่ 42 ด้านซ้ายมือ ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแท้จริง ระหว่างทางเดินจะพบป่าดิบเขา (Hill Evergreen) ก่อนผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าซึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย เพื่อเป็นการศึกษาลักษณะการเกิดผลกระทบต่อเนื่องบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ ป่าสมบูรณ์กับพื้นที่ถูกทำลาย หลังจากนั้นทางเดินจะเลาะริมผามีไอหมอกปลิวผ่านตลอดเวลา จะพบดอกกุหลาบพันปี หรือ Rhododendron (ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ขึ้นตามป่าในระดับสูง มีพันธุ์ดอกสีขาวและสีแดง เวลาออกดอกช่วงแรกมีลักษณะเหมือนปลีกล้วย ก่อนที่จะบานเต็มต้นในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ พบมากในแถบเทือกเขาหิมาลัยและเป็นไม้ประจำชาติของเนปาลด้วย) มองลงไปยังเบื้องล่างจะพบทัศนียภาพที่งดงามของอำเภอแม่แจ่ม
การใช้เส้นทางนี้ต้องลงทะเบียนขอรับใบอนุญาตให้ใช้เส้นทางโดยติดต่อที่ศูนย์ ประชาสัมพันธ์อุทยานฯ และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปรับประทานในเส้นทางในช่วงฤดูฝน และจะปิดเส้นทางเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัวไม่อนุญาติให้เข้าไปท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่งนี้ ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2545 เพราะมีการจัดการที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการนำเที่ยว

อ่างกาหลวง เส้นทางนี้สำรวจวางแนวและออกแบบเส้นทางเดินโดย คุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานทุ่มเทให้กับอินทนนท์ และได้เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ เส้นทางนี้มีระยะทาง 1,800 เมตร พื้นที่นี้เป็นหนองน้ำซับในหุบเขา จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ป่าดิบเขาระดับสูง ลักษณะของพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อนที่พบเฉพาะในระดับสูง การสะสมของอินทรียวัตถุในป่าดิบเขา ลักษณะอากาศเฉพาะถิ่น พืชที่อาศัยเกาะติดต้นไม้ ลักษณะของต้นน้ำลำธาร และลักษณะของต้นไม้บนดอยอ่างกา เช่นต้นข้าวตอกฤาษีที่ขึ้นตามพื้นดิน (ข้าวตอกฤาษี เป็นพืชที่ต้องการความอุดมสมบูรณ์สูง จะขึ้นในที่สูงกว่า 2,000 เมตรเท่านั้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น อากาศเย็น) กุหลาบพันปี เป็นต้น ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อีกหลายเส้น เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิโลเมตรที่ 38 และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกลุ่มน้ำตกแม่ปาน เป็นต้น แต่ละเส้นใช้เวลาในการเดินต่างกันตั้งแต่ 20 นาที – 7 ชั่วโมง และเหมาะที่จะศึกษาสภาพธรรมชาติที่ต่างกันด้วย ศึกษารายละเอียดเส้นทางได้จากที่ทำการอุทยานฯ และจะต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางจากที่ทำการฯ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การใช้สถานที่เพื่อการพักค้างแรมหรือจัดกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ต้องขออนุญาตจากหัวหน้าอุทยานฯ เป็นลายลักษณ์อักษร

กิจกรรมดูนกบนดอยอินทนนท์ จากการสำรวจพบว่ามีนกอยู่ 380 ชนิด แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นหากต้องการดูนก นักท่องเที่ยวสามารถชมได้ตั้งแต่ บริเวณด่านตรวจที่ 1 จนถึงยอดดอย โดยมีจุดเด่นดังนี้ บริเวณกม. 13, กม. 20, บริเวณที่ทำการฯ, บริเวณกม.ที่ 34.5, กม.ที่ 37 หรือจี๊ป แทรค กิ่วแม่ปาน กม. 42, บนยอดดอยอินทนนท์ และศูนย์บริการข้อมูลนกอินทนนท์ที่ร้านลุงแดง ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 31 หน่วยจัดการต้นน้ำแม่กลาง ให้บริการด้านข้อมูลนกในดอยอินทนนท์ เช่น สมุดบันทึกการพบนกในดอยอินทนนท์ ภาพวาดลายเส้นของนักดูนก แผนที่เส้นทางดูนกดอยอินทนนท์ ภาพถ่าย สไลด์เกี่ยวกับนก ฯลฯ ให้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ช่วงที่นักดูนกนิยมมาดูนกกันเป็นฤดูหนาว นอกจากจะได้พบนกประจำถิ่นแล้ว ยังสามารถพบนกอพยพ เช่น นกปากซ่อมดง นกอุ้มบาตร นกเด้าลมหลังเทา นกเด้าลมหลังเหลือง นกเด้าลมดง นกเด้าลมหัวเหลือง นกจาบปีกอ่อนเล็ก นกจาบปีกอ่อนหงอน นกจาบปีกอ่อนสีแดง นกเดินดงสีน้ำตาลแดง ฯลฯ ทางศูนย์ฯจะบริการให้คำแนะนำตลอดจนเป็นสถานที่พบปะสนทนาระหว่างนักดูนก นักศึกษาธรรมชาติและบุคคลทั่วไป เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดีต่อการอนุรักษ์และรักษาสภาพธรรมชาติ ทำให้ทราบถึงแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารของนกและสัตว์ป่าในดอยอินทนนท์ ให้คงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

ก่อนการเข้าไปท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ โดยดูได้จากเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช www.dnp.go.th และแนะนำนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติที่มี การกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ ให้ติดต่อสอบถามหรือสำรองการเข้าไปใช้บริการ ล่วงหน้าก่อนการเดินทางที่อุทยานแห่งชาติโดยตรงได้ที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0 5326 8550 ตลอด 24 ชั่วโมง และ โทร. 0 5326 8577 ระหว่าง 08.00-17.00 น.

หนาวนี้อีกครั้งที่ดอยอ่างขาง


จะว่าไปแล้วสำหรับทริปนี้ ถือว่าเป็นทริปส่งท้าย ปี 2008 ก็ว่าได้ สมาชิกในทริปนี้ คือเพื่อนรัก ที่ตอบตกลงไปเที่ยวอย่างรวดเร็ว ประมาณว่าไม่ต้องลังเลกันเลย จุดหมายปลายทางเพื่อนต่าย เสนอความคิดว่าอยากไปดอยอ่างขาง ส่วนศิริ กะโต้ง 2 คนนี้ไม่เคยมีปัญหา ว่างัยว่าตามกัน แม้ว่าตัวข้านั้นจะเคยไปลอยยี่เป็งที่อ่างขาง มาเมื่อปีที่แล้ว ก็โอเช อยากกลับไปอีก ด้วยใจหวังลึก ๆ ว่าจะได้ขึ้นดอยสีชมพู (ดอกซากุระบานเต็มดอย) ปีที่แล้วเริ่มมีให้เห็น ด้วยใจอันมุ่งมั่นของพวกเราทั้ง 4 คน ช่วง 5-7 ธ.ค. จึงเป็นช่วงที่พวกเราทุกคนรอคอยด้วยใจอันจดจ่อ
เรื่องราวที่เหมือนจะดูว่าไปได้ด้วยดี ต้องเกือบกินแห้ว ด้วยการหาที่พักไม่ได้เลย อุตส่าห์ไป post ใน pantip หาข้อมูลได้มากมาย โทรศัพท์ไปถามเกือบทุกที่ เกือบจะทั่ว "บ้านคุ้ม" (ตำบลที่เป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง) ปรากฎว่า ทุกที่ตอบเหมือนจะเป็นเสียงเดียวกัน คือ "เต็มหมดแล้วคับ" “เต็มหมดแล้วเจ้า” แต่พวกเรายังไม่ถอดใจ "เอาวะ ทางเลือกสุดท้ายนอนเต้นท์ก็ได้" แต่ในใจลึก ๆ พ.ย. ปีที่แล้ว 8-9 องศา นอนที่ "อ่างขางวิลล่า" ตรูและพวกเพื่อนนอนหนาวเหน็บภายใต้ผ้าห่มที่ ห่มแล้วไม่ได้รู้สึกอุ่นเท่าที่ควร แต่ทำงัยได้ใจมันไปแล้ว เป็นงัยเป็นกัน บังเอิญ ๆ โชคดีเป็นของพวกเราทั้ง 4 โทรไปที่ "อ่างขางฮิลล์" มีคนจองแต่ไม่โอนเงินภายใน 30 พ.ย. ประกอบกับลูกตื้อ (สุด ๆ) เลยมีที่ซุกหัวนอนกันไป ค่าที่พักคืนละ 2,500 บาท สรุปแล้วโอเค ดีกว่านอนหนาวในเต้นท์ ผ่านด่านแรกมาได้ เจอด่านที่สอง ตั๋วรถทัวร์ที่เปิดจองล่วงหน้า 1 เดือนก่อนเดินทาง VIP ดันเต็มหมดเลยขาไป ต้องรอลุ้นวันที่ 15 พ.ย. แต่ว่าตั๋วกลับจากเชียงใหม่ งานนี้ได้พี่วิชัย ผจก.ศูนย์เชียงใหม่ (น่ารักมาก) เป็นธุระจัดการซื้อตั๋วให้สรุปว่างานนี้ ได้ที่พัก และตั๋วกลับ แต่ตั๋วไปยังไม่ได้อ่ะ พระเจ้าจอร์ช มันยอดมากอ่ะ!!!!! งานนี้สาวต่ายอดรนทนไม่ไหว ไปซื้อตั๋วที่เปิดขายวันแรกที่หมอชิตเองเลย ด้วย she เกรงว่าถ้าคนอื่นไปอาจจะวืดก็เป็นได้ สุดท้ายโชคก็เข้าข้างพวกเรา (ที่มีความพยายามเป็นเลิศ)



เรื่องตื่นเต้นสุดท้ายล่วงหน้า ก่อนวันเดินทาง 1 วัน (สุดท้ายจริง ๆ) สำหรับอุปสรรค คือว่าพวกเราเป็นสาวบัญชี รับจ้างเค้าทำงานในบริษัท แห่งนึง ที่ดูผิวเผิน เหมือน ๆ บริษัทฯ ทั่ว ๆ ไป ที่พวกเพื่อน ๆ ของพวกเราเค้าทำบัญชีกันแหละ แต่ค่อนข้างแนวอนุรักษ์ ความคิดเก่า ๆ ที่เห็นการทำงานล่วงเวลา การทำงานเยอะ ๆ ดู load ๆ เป็นสิ่งที่ดี ดันมีนโยบายจาก "บุคคลที่คุณก็รู้ว่าคือใคร" ให้สาว ๆ บัญชีต้องทำงานวันเสาร์เริ่ม 6 ธ.ค. เป็นต้นไปจนถึงสิ้นปี
ให้ตายเหอะ!!!!! ทุกอย่างพวกเราพร้อมกันหมดแระ เงินก็จ่ายไปหมดแล้วทุกอย่าง ขาดก็แต่ ค่าอาหาร กะ เติมน้ำมันสำหรับรถเช่า งานนี้ พวกเราเลยมีอาการ "งานเข้า ตรูละเบื่อ!!!!" กานเป็นแถว ๆ แต่ทำงัยได้ The show must go on++ พวกเราเลยต้องเบี้ยว หนีงาน (ทำงัยได้ชอบสอนให้ต้องวางแผนในการทำงาน เลยวางแผนมันซะทุกเรื่องเลย)
ทริ ปนี้พวกเราเช่ารถของ Europe Car รับรถที่เชียงใหม่ จองในงานท่องเที่ยว ราคาไม่แพง พร้อมที่พักบนถนนช้างเผือก ราคาแสนจะย่อมเยาว์ ที่พักก็โอเคดี (จองในงานเหมือนกาน) งานนี้พอไปรับรถที่ Europe Car ปรากฎว่าได้รถ Ford Focus เครื่อง 2000 ใหม่มาก ๆ ขอบอก บริการที่นั่นโอเคเลย ขับรถออกจากเชียงใหม่ เวลาประมาณ 9.00 น. มุ่งหน้าแม่ริม-แม่แตง-เชียงดาว-บ้านอรุโณทัย-จุดมุ่งหมายปลายทางคือดอยอ่าง ขาง
ลืมบอกไปว่าทริปนี้ได้จัดทำโครงการ "บริจาคหนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียน และอุปกรณ์กีฬา ให้กับเด็ก ๆ บนดอย ที่หมู่บ้านขอบด้ง" กันด้วย ได้หนังสือมือสองประมาณ 170 เล่ม เครื่องเขียน 1 1/2กล่อง (ใส่อะไหล่ MMC) ลูกฟุตบอล วอลเล่ย์บอล รวม 6 ลูก ไม้แบดมินตันพร้อมลูก , ตะกร้อ 4 ลูก แผ่นภาพการศึกษา ซึ่งอุปกรณ์กีฬานี้ซื้อที่ร้าน ๆ อ.แม่แตง ประมาณว่าเทเงินจนหมดกะเป๋าสำหรับเงินที่ได้จากการร่วมทำบุญ ซึ่งยอดเงินร่วมทำบุญได้ประมาณ 3200 บาท งานนี้นอกจากไทยเที่ยวไทยแล้ว ยังได้รู้จักการแบ่งปันให้กับเด็ก ๆ ที่ห่างไกลชนบทอีกด้วย อนุโมทนาบุญกะเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ร่วมโครงการนะคะ



สำหรับการขับรถขึ้นดอยของพวกเราที่ไม่เคยมีใครไป ยกเว้นตัวเองแล้ว เลยต้องทำหน้าที่เป็นไกด์นำทาง ต้องยกความดีความชอบให้กะการไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว ขอบคุณพี่คนนั้น และเพื่อนรัก ที่ยอมไปเที่ยวด้วย เลยทำให้คุ้นเคยกะเส้นทาง เลยบอกทางถูก งานนี้เพื่อนศิริของเรานั่งหน้า แต่เมารถอ่ะ ดีที่ไม่มีอาการพุ่งออกมา ขาขึ้น ขึ้นทางบ้านอรุโณทัย ขากลับลงทางฝาง งานนี้โต้งของพวกเราสอบผ่านฉลุย สาวต่ายเลยบอกว่า "ทริปหน้าต้องดอยแม่สลองซะแร้ว..ววว" งานนี้โต้งได้แต่ส่ายหัว ไปมา "อ้ายพวกนี้ มันเอากันอีกแล้ว" อาจจะคิดในใจ "ตรูล่ะเบื่อมันจริง ๆ " แต่ทำงัยได้ ดันมาเป็นเพื่อนเขยในกลุ่มเราซะแล้ว
ถึงดอยอ่างขาง พอดีเวลาเที่ยงตรงเป๊ะ เข้าที่พัก เข้าไปเที่ยวในโครงการหลวง ถ่ายรูปซะมากมาย ได้เวลาหม่ำของอร่อย ขาหมูยูนาน หมั่นโถ, เมนูส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักจากโครงการ ตื่นแต่ตีห้า ขับรถขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว ไปบริจาคของที่ รร.บ้านขอบด้ง ละอ่อนน้อย ๆ 4-5 คนกับคุณครู มารับมอบสิ่งของ ขาลงแวะไปไหว้พระธาตุดอยอ่างขาง (ครั้งที่แล้วไม่ได้แวะไปไหว้) ก่อนจะกลับที่พักเพื่อเช็คเอ้าท์ เพื่อลงไปฝาง
จากนั้นพวกเรามาต่อกันที่น้ำพุร้อนฝาง หรือชื่อเดิม คือ "อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง" ปัจจุบันคุ้นเคยกันดีในนาม "อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก" แต่ไปคราวนี้ เปลี่ยนชื่อเป็น "อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก" ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ ที่ได้พระราชทานโครงการ "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ความรู้อันนี้ได้มาจากเจ้าของร้านกาแฟ ภายในอุทยาน เค้าบอกมาค่ะ ที่น้ำพุร้อน พวกเราต้มไข่กัน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หม่ำกันคนละฟอง และไม่ลืมเขียน post card ถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ ร่วมงาน คนละใบ อยากให้ได้มาเที่ยวเหมือนกัน ออกจากฝาง ขับรถกลับเชียงใหม่ เพื่อ check-in เข้าที่พักที่ถนนช้างเผือก งานนี้ในตัวเมือง เป็นไกด์ได้เฉพาะที่เคยไป ที่ไม่เคยไป เราพึ่ง GPS ซะเป็นส่วนใหญ่ งานนี้ Hi-Tech กันจริง ๆ เรื่องยาก ๆ ของเส้นทางในตัวเมืองกลายเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ ของพวกเรา ถึงตัวเมืองประมาณ 16.30 น. นอนเล่นพักผ่อนเพื่อรอเวลาไปทำกิจกรรมสำคัญ นั่นคือการ shopping @ ถนนคนเดินวันเสาร์ ที่ ถ.วัวลาย งานนี้เพื่อนศิริของเราซื้อของเห็นว่าหมดตังค์ไป 3 พันกว่าบาท (รวมของที่พี่ ๆ ฝากซื้อ และซื้อฝากพี่ ๆ) นับว่าเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว กระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจริง ๆ เลยเพื่อนตรู!!! นับถือ ๆ ๆ วิญญาณสาวนักช๊อป กลับถึงที่พัก อาบน้ำ พากันหลับไหล กะการเหนื่อยมา 2 วัน 1 คืน แต่คนที่ดูน่าเป็นห่วงที่สุด คือ เพื่อนโต้ง ที่ทำหน้าที่พลขับเพียงคนเดียว เตรียมตัวสำหรับการตะลุย ตัวเมืองเชียงใหม่ วันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ที่เหลืออีก 1 วัน

หนาวนี้....ไปเที่ยวไหนดี3

ต่อจ๊ะหลังจากเที่ยวกลางคืนแล้วตอนเช้าไปเที่ยววักในเมืองกันดี กว่าจะได้บุญกุศล เกิดชาติหน้าจะได้สวย หล่อ รวย กันที่เขาเรียกว่าทำบุญ 9 วัด นะจะเราลองไปดูว่าจะไปวัดไหนดี อ้อ????/อย่าลืมไปเปิดดูแผนที่ตอน1นะเดียวจะหลง


แผนที่ขอรับ



1.วัดดวงดี ชื่อก๋เป็นมงคลอยู่แล้วขอรับ ว่าดวงดี มาดูประวัติของวัดดวงดี ตามหนังสือเขียนไว้ว่า พระอธิการบุญชู อภิปุญโญ (เจ้าอาวาสในขณะนั้น) ได้ขอให้คุณปวงคำ ตุ้ยเขียว ค้นคว้าและเรียบเรียงประวัติวัดดวงดี เพราะเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของนครเชียงใหม่ มีชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก อาจจะเนื่องเพราะชื่อวัดเป็นมงคลดี ซึ่งปรากฏว่าวัดดวงดีมีหลายๆชื่อ เช่น วัดพันธนุนมดี วัดอุดมดี วัดพนมดี ในปี พ.ศ.2513 คุณปวงคำได้เป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการวิจัยคำจารึกบนฐานพระพุทธรูป ในตำบลศรีภูมิกับตำบลพระสิงห์ โดยมี ดร.ฮันส์ เพนธ์ เป็นหัวหน้า ซึ่งได้พบคำจารึกบนฐานพระพุทธรูปโลหะองค์หนึ่ง ประดิษฐานอยู่ในวิหาร จารึกด้วยอักษรไทยยวน มีความว่า "สกราชได้ 859 ปีวายสี พระเจ้าตนนีแสนนืงไว้วัดต้นมกเหนือ" (จ.ศ.858 พ.ศ.2039 สมัยพระเจ้ายอดเชียงรายครองเมืองเชียงใหม่) พระพุทธรูปองค์นี้ถ้าไม่มีผู้นำมาจากที่อื่น แต่สร้างขึ้นในวัดนี้ หมายความว่าวัดดวงดีมีชื่อเรียกอีกอย่างคือ วัดต้นมกเหนือ หรือวัดต้นหมากเหนือ วัดดวงดีคงสร้างขึ้นหลังจากพระยามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว และคงมีเจ้านายเมืองเชียงใหม่คนหนึ่งเป็นผู้ค้นคิดสร้างมีโบสถ์แบบพื้นเมืองล้านนา


2.วัดเจดีย์หลวง แวะนมัสการเสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง วัดนี้เป็นวัดที่มีเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชีย งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ท่านจะได้พบกับความตระการตากับเจดีย์องค์ใหญ่ที่สูงถ ึง 88 เมตร แต่ต่อมาได้หักโค่นลงเพราะเกิดแผ่นดินไหว เมื่อปีพ.ศ. 2008 และหน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยลงมางดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่ นี้เป็นฝีมือเก่าแก่มากที่มีตั้งแต่เดิม ได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของภาคเหนือ


3.วัดพระสิงห์วรมหาวิหารเดิมชื่อ วัดลีเชียงพระ เมื่อประมาณปี พ.ศ.1943 เจ้ามหาพรหม ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาจากกำแพงเพชร และนำไปถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา พระเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระวิห าร พระธาตุวัดพระสิงห์ เป็นพระธาตุประจำปีมะโรง(งูใหญ่) ดังนั้นผู้ที่เกิดปีมะโรงจะได้ไหว้พระธาตุประจำปีเกิ ดที่นี่


4.ไปวัดดับภัย พญาอภัย อธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อดับภัย อาการป่วยจึงหาย




5.วัดหมื่นเงินกอง วัดนี้ตั้งอยู่ที่ ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ วัดนี้มีชื่ออันเป็นสิริมงคลยิ่ง ท่านจะได้กราบไหว้ขอพรจากฤาษีทันอก ฤาษีทันตา ฤาษีทันใจ ให้ได้มีเงินมีทองนับได้สามหมื่นกอง จะเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตท่าน ให้ท่านมีเงินทองเป็นหมื่นๆกอง


6.วัดลอยเคราะห์ เดิมชื่อวัดร้อยข้อ (ฮ้อยข้อ) ปัจจุบันวัดนี้มีชื่อที่ถือเป็นมงคล ท่านจะได้ถวายสังฆทาน กราบพระ และรับพรจากพระ มีคนไปกราบไหว้มากมาย เพราะต่างเชื่อกันว่าสิริมงคลและบุญที่ได้นั้นจะช่วย ให้เคราะห์ร้ายต่างๆลอยผ่านพ้นไป และจะมีแต่โชคดีตลอดไป


7.วัดชัยมงคล ท่านจะได้ทำบุญปล่อยปลา ปล่อยเต่า ปล่อยนก ไหว้เจ้าแม่กวนอิม เติมน้ำมันตะเกียง เพื่อความสว่างไสว โชติช่วงชัชวาลในชีวิตของท่าน


8.วัดเชียงมั่น ถือว่าเป็นวัดแรกของจังหวัดเชียงใหม่ มีพระเสตังคมณี อายุ 1800 ปี และพระศิลา อายุ 2500 ปี.น่านมัสการขอรับ


9.วัดเชียงยืน เป็นวัดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งเพราะมีการขึ้นครองราชย์ของ กษัตริย์มักจะไปสักการะที่วัดนี้ด้วย เจดีย์ เป็นเจดีย์ที่พระเมืองแก้วสร้าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๑ เดิมคงเป็นเจดีย์ทรงระฆัง วิหาร วิหารหลังปัจจุบัน อาจเป็นโครงสร้างเก่าคราวสร้างโดยพระมหาเทพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๒ หอพระรูปแปดเหลี่ยม เป็นรูปแบบศิลปะพม่า วัดเชียงยืนขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒

ครบ9วัดแล้วหวังว่าคงจะได้บุญนะครับ เที่ยวเมืองไทย ช่วยไทย ช่วยชาตื

หนาวนี้ไป.....เที่ยวไหนดี 2ต่อ




จากเมื่อวานพาไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย แล้วเมื่อลงมาตอนเย็นๆเรามาเดินเล่นที่ ถนนนิมมานเหมินทร์กันดีกว่า หรือจะหาโรงแรม ที่พักบนถนน นี้ก็มีมากมาย ตามสไตล์ ของแต่ละท่านครับ แล้วไปถนนนี้อย่าลืมไป ซอยกาแฟ นะขอรับ ไม่อยู่อยู่ซอยไหนถามฅนแถวนั้ดู เพราะในซอยนี้จะมีแต่ร้าน กาแฟ กาแฟ และกาแฟ หลากหลายยี่ห้อ เดินเข้าซอยทีไร กลิ่นกาแฟจะโชยออกมาทันที จะมีอะไรบ้างตามมาเลยครับ

ถนนนิมมานเหมินทร์ ตั้งอยู่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ หากจะเปรียบแล้ว ถนนนิมมานเหมินทร์ก็คงคล้ายกับถนนสุขุมวิทของกรุงเทพฯ แม้ความยาวและขนาดของธุรกิจจะสู้กันไม่ได้ แต่เปอร์เซ็นต์ความหรูหราของถนนและร้านค้ามีระดับที่มีอยู่อย่างมากมายก็มิ ได้ต่างกันเลย

อะไรที่ทำให้ถนนซึ่งมีความยาวเพียงกิโลเมตรกว่า ๆ นี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงเสมอเมื่อใครสักคนมาเยือนเชียงใหม่ ถึงขนาดว่าถ้าไม่ได้มาเดินช็อปปิ้งบนถนนเส้นนี้ ก็เหมือนว่าจะขาดอะไรไปสักอย่างที่จะทำให้การท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ไม่ สมบูรณ์



การเดินเริ่มต้นที่นิมมานเหมินท์ซอย 1 อันเป็นเสมือนตัวแทนของถนนทั้งสายเนื่องจากเต็มไปด้วยร้านระดับเกรดเอ ที่มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแกลลอรี่ อาทิ ร้านกองดี แกลลอรี่ หรือร้านขายของตกแต่งบ้านที่มีสินค้าหลากหลายประเภทมากที่สุดของเชียงใหม่ อาทิ ร้านไม้มุงเงิน สุริยันจันทรา ร้านจำหน่ายเทียนหอมอย่างร้านแมวใจดี ไปจนถึงร้านผ้าฝ้ายทอมือที่มีเนื้องานเต็มไปด้วยชีวิตชีวาราคาตั้งแต่ไม่กี่ ร้อยบาทไปจนถึงหลักหลายหมื่น ถนนนิมมานเหมินทร์เปิดทุกวันตั้งแต่เวลาเที่ยงไปจนถึงช่วงเย็น ถ้าไปไม่ถูกกลับไปบทความแรกเอาแผนที่เมืองเชียงใหม่ลงไว้แล้วขอรับ

หนาว...นี้จะเที่ยวไหนดี1

เอากันว่าจะพาไปเชียงใหม่ โดยไปที่ๆ ฅนทั่วไปเมื่อไปถึงจะต้องไปเพราะอยู่ใก้ลตัวเมือง สถานที่นั้นก็คือ


แผนผังอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย


อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีพื้นที่ประมาณ 262.50 ตารางกิโลเมตร หรือ 163,162.50 ไร่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่ริม อำเภอหางดง และอำเภอเมือง ประกอบด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์ ภูเขาที่สูงสลับซับซ้อน ดอยที่สำคัญได้แก่ ดอยสุเทพ ดอยบวกห้า และดอยปุย เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร ทั้งมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญทางศาสนา และทางประวัติศาสตร์

การเดินทาง

การเดินทางไปยังที่ทำการอุทยานฯ จากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 5 กิโลเมตร ตามถนนห้วยแก้ว-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-สวนสัตว์เชียงใหม่ ถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ จากนั้นเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยถึงทางแยกขวามือ มีป้ายบอกทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก

ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท

อุทยานมีบริการบ้านพักรายละเอียดติดต่อ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือสำรองที่พักด้วยตนเองที่ http://www.dnp.go.th หรืออุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โทร. 0 5329 5041, 0 5321 0244

สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ




น้ำตกห้วยแก้ว
น้ำตกห้วยแก้ว เป็นน้ำตกเล็กๆ สูงประมาณ 10 เมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 6 กิโลเมตร มีน้ำไหลตลอดปี รอบๆ บริเวณสวยงามด้วยทิวทัศน์และร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด นอกจากนี้ยังมีที่พักผ่อนนำอาหารไปนั่งรับประทานกันที่ผาเงิบและวังบัวบาน อันเป็นสุสานแห่งความรักของสาวบัวบานผู้ถือรักเป็นสรณะ






พระ ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จากวัดพระธาตุดอยสุเทพไปยังพระตำหนักฯ ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นพระตำหนักประทับแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2505 ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า สามารถเดินชมโดยรอบตำหนักและบริเวณซึ่งมีแปลงกุหลาบ สวนเฟิร์น และไม้นานาพรรณ โดยปกติแล้วจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ทั้งนี้จะต้องเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มิได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ซึ่งปกติจะปิดในช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณกลางเดือนธันวาคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามจากสำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต 1 (สำนักงานเชียงใหม่) ค่าเข้าชม คนละ 20 บาท ต่างชาติ 50 บาท



หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง (แม้ว) ดอยปุย บริเวณหมู่บ้านจำหน่ายของที่ระลึกจำนวนมากซึ่งมีทั้งที่ผลิตภายในหมู่บ้าน และนำมาจากที่อื่นวางขายให้แก่นักท่องเที่ยว มีพิพิธภัณฑ์ม้ง สวนดอกไม้ซึ่งมีบริการถ่ายรูปแต่งชุดชาวเขา บริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นดอยอินทนนท์ได้ นักท่องเที่ยวสามารถ ไปเยี่ยมชมได้สะดวกเพราะอยู่ใกล้ตัวเมือง โดยใช้เวลาในการเดินทางจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น การเดินทาง หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนดอยปุย ห่างจากพระตำหนักฯ 3 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอด สามารถเข้าไปเที่ยวด้วยตนเองได้ หรือจะเช่ารถสองแถวจากดอยสุเทพขึ้นไปได้ทุกฤดูกาล ประมาณคันละ 600-900 บาท ค่าโดยสารต่อคนประมาณ

ก่อนการเข้าไปท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ โดยดูได้จากเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช www.dnp.go.th และแนะนำนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติที่มี การกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ ให้ติดต่อสอบถามหรือสำรองการเข้าไปใช้บริการ ล่วงหน้าก่อนการเดินทางที่อุทยานแห่งชาติโดยตรง อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0 5329 5041 ตลอด 24 ชั่วโมง และ 0 5321 0244 ระหว่าง 08.00-17.00 น.
เอากันพอสังเขป แล้วพรุ่งนี้มาดูกันว่าจะพาไปต่อกันที่ไหนดี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ คลิ๊กดูเลยจ๊ะ

แผนที่ตัวเมืองเชียงใหม่ คลิ๊กจ๊ะ

งานประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก

วันที่ 31 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2552

ณ บริเวณแม่น้ำปิง ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมือง จังหวัดตาก

ประเพณีลอยกระทงสาย ของจังหวัดตาก เป็นประเพณีที่นำเอาพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาชาวบ้าน งานศิลปวัฒนธรรมมาหล่อหลอมรวมกันจนเป็นรูปแบบที่โดดเด่นปฏิบัติสืบทอดกันมา เป็นเวลาช้านาน ซึ่งจะแตกต่างจากจังหวัดอื่นเพราะส่วนประกอบของกระทงที่ใช้กะลามะพร้าว ประกอบกับแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านจังหวัดตากจะมีสันทรายใต้น้ำทำให้เกิดเป็นร่อง น้ำที่สวยงามตามธรรมชาติ เมื่อนำกระทงลอยกระทงจะไหลไปตามร่องน้ำดังกล่าวเกิดเป็นสายยาวต่อเนื่อง ของกระทงทำให้แสงไฟของกระทงส่องแสงระยิบระยับเป็นสายยาวตามความยาวของร่อง น้ำมีความสวยงามมาก จึงได้มีการพัฒนารูปแบบจากการลอยในชุมชนมาเป็นการแข่งขันลอยกระทงสาย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศเป็นประจำทุกปี และยังได้รับพระราชทานพระประทีปจากพระบรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์ มาลอยเป็นปฐมฤกษ์ในการจัดงาน

สำหรับการจัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวงนี้จะแตกต่างจากจังหวัดอื่นอีกประการหนึ่งคือ ก่อนที่จะมีการแข่งขันลอยกระทงสาย 1 วัน จะต้องนำกระทงขนาดใหญ่ที่เรียกว่ากระทงนำพร้อมกระทงกะลา และกระทงปิดท้าย ซึ่งประดิษฐ์อย่างวิจิตรงดงามออกมาแห่ โดยมีผู้ร่วมขบวนแห่จำนวน 100 คน แต่งกายอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ซึ่งถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อแข่งขันในวันต่อไป




ในการแข่งขันลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง ในแต่ละสายจะต้องประกอบด้วย
1. กระทงนำ เป็น กระทงขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.50 - 2.50 เมตร ประดิษฐ์ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยใบตอง ดอกไม้สดที่เย็บเป็นรูปแบบต่างๆ แล้วจึงนำมาประกอบเป็นรูปกระทง ภายในกระทงต้องมีผ้าสบง เครื่องกระยาบวช หมากพลู ขนม สตางค์ ธูป เทียน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ประยุกต์มาจากแพผ้าป่าน้ำในสมัยโบราณ ส่วนรอบกระทงจะประดับด้วยไฟเพื่อให้เกิดแสงสว่างสวยงาม ก่อนจะนำลงรอยต้องทำพิธีจุดธูปเทียน กล่าวคำขอขมาเป็นการบูชาพระแม่คงคาและพระพุทธเจ้า พร้อมถวายผ้าป่าน้ำแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงลอยเป็นอันดับแรก
2. กระทงกะลา ใช้กะลามะพร้าวจำนวน 1,000 ใบ นำมาขัดถูให้สะอาดทั้งภายในและภายนอก ตกแต่งลวดลายอย่างสวยงาม ภายในกะลาใส่ด้ายดิบที่ฝั่นเป็นรูปตีนกา แล้วหล่อด้วยเทียนขี้ผึ้งซึ่งนำมาจากเทียนจำนำพรรษาที่พระสงฆ์ได้จุดเพื่อทำ พิธีสวดมนต์ในโบสถ์วิหารตลอดสามเดือน หลังจากออกพรรษาชาวบ้านจะนำเทียนเหล่านั้นมาหลอมละลายด้วยความร้อนหล่อลงใน กะลาที่มีด้ายรูปตีนกา สำหรับเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟก่อนที่จะปล่อยลงลอย แลดูเป็นสายสวยงามและมีไฟส่องแสงระยิบระยับจนสุดสายตา ซึ่งถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่นำกระทงกะลาทุกดวงมา ลอยในแม่น้ำปิง
3. กระทงปิดท้าย มีลักษณะคล้ายกระทงนำแต่มีขนาดเล็กกว่า ประดิษฐ์ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยใบตองและดอกไม้สด ลอยปิดท้ายหลังจากลอยกระทงกะลาครบ 1,000 ใบ พร้อมทั้งมีสัญลักษณ์ให้ทราบว่าได้สิ้นสุดการลอยของสายกระทงนั้นแล้ว
4. การเชียร์ ในขณะที่ทำการลอยกระทงสายอยู่นั้นจะมีกองเชียร์ร่วมร้องรำทำเพลงอย่างสนุก สนานครื้นเครอง เป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ทำการลอย ซึ่งการแสดงเหล่านี้มีรูปแบบที่เป็นระบบภายใต้กรอบที่กำหนด คือมีผู้แสดงไม่น้อยกว่า 80 คน แต่งกายแสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีไทย เพลงที่นำมาร้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับประเพณีไทยหรือวิถีชีวิตของชุมชน ดนตรีที่นำมาบรรเลงต้องใช้เครื่องดนตรีไทยทั้งหมดและจะต้องใช้กะลาเป็นส่วน ประกอบของการแสดงอย่างน้อย 1 ชุด ซึ่งการแสดงทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที




กิจกรรมภายในงาน
- สัมผัสบรรยากาศและร่วมเชียร์การแข่งขันประกวดกระทงสายชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- ชมขบวนแห่อัญเชิญพระประทีปพระราชทานของพระบรมวงศานุวงศ์ 10 พระองค์ ขบวนแห่ถ้วยพระราชทาน และขบวนแห่กระทงสาย
- ชมพิธีเปิดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง พร้อมการแสดง "ตำนานกระทงสาย"
- ชมการลอยกระทงสายยาวที่สุด ยิ่งใหญ่ตระการตามากถึง 80,000 ดวง
- ชมการประกวดกระทงใหญ่ กระทงผ้าป่าน้ำ กระทงตาม และกระทงปิดท้าย การประกวดการเชียร์ที่สวยสดงดงาม
- ชมการแข่งขันปล่อยกระทงสายชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการเชียร์แต่ละชุมชนบนเวทีกลางลำน้ำปิงอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา
- ชมการประกวดธิดากระทงสาย
- การแสดงทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง
- การจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
- การประกวดศิลปหัตถกรรมของนักเรียน การประกวดเพลงพื้นบ้านเกี่ยวกับกระทงสาย และการแสดงมหรสพต่างๆ

สอบถามรายละเอียด
เทศบาลเมืองตาก โทรศัพท์ 0 5551 8888
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก โทรศัพท์ 0 5551 4341-3

www.loikrathong.net

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟจังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2552


"ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ"



เป็นประเพณีบูชาด้วยประทีปที่มีมาแต่ครั้งกรุง สุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่ปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนราม คำแหงหลักที่ 1 มีข้อความกล่าวถึง การเผาเทียน เล่นไฟ ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดของอาณาจักรสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ซึ่งได้คลี่คลายมาเป็นประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟในปัจจุบัน โดยมีการแสดงแสง-เสียง จำลองบรรยากาศงานเผาเทียน เล่นไฟสมัยสุโขทัย ให้ผู้คนทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ชื่นชม

กำหนดการงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟจังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2552

วันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2552 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 (วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 )
กิจกรรม
เวลา 05.30 น. พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข ณ อุโบสถวัดตระพังเงิน
- ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 9 รูป
- พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์
เวลา 07.45 น. หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ
ผู้บริหารสถานบันการศึกษา หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการทุกฝ่าย
ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานส่วนท้องถิ่น สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด
สมาชิกองค์กร ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา พ่อค้าและประชาชน ทุกเหล่า
พร้อมกัน ณ บริเวณพระบรมราชานุสาว-รีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เวลา 08.00 น. พิธีบวงสรวงบุรพกษัตริย์สุโขทัย ทุกพระองค์
ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อ ขุนรามคำแหงมหาราช
- ประธานในพิธีจุดธูปเทียนสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
- ประธานในพิธีถวายพวงมาลัยคล้องพระแสง
- ประธานในพิธีจุดเทียนชัยที่โต๊ะเครื่องบวงสรวง
- พราหมณ์ประกอบพิธีบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและบูรพกษัตริย์
- เจ้าหน้าที่จุดธูปมอบให้พราหมณ์ในพิธีและมอบให้ประธานในพิธี
และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปปักบนเครื่องบวงสรวง
- เสร็จพิธีพราหมณ์
- รำบวงสรวง
- สวดสรภัญญะ
- เสร็จพิธีบวงสรวง

เวลา 09.45 น. พิธีสงฆ์ ( ดำเนินการต่อเนื่องจากพิธีบวงสรวง)
- พระสงฆ์ 10 รูปพร้อม ณ บริเวณ พิธีข้างลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
- ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
- พิธีกรอาราธนาศีล
- ประธานสงฆ์ให้ศีล
- พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
- ประธานในพิธีประจำ ณ แท่นพิธี
- ประธานจัดกล่าวรายงาน
- ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานประเพณีลอยกระทงฯ ประจำปี 2552
- ประธานในพิธีลั่นฆ้อง 3 ครั้ง พนักงานจุดพลุ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์
- พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
- ประธานในพิธีและคณะถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์
- พระสงฆ์อนุโมทนา ( เสร็จพิธี สงฆ์ )

เวลา 10.00 น. - ตั้งองค์กฐิน ณ บริเวณลานลานโพธิ์

เวลา 11.00 น. - การประกวดโคมชักโคมแขวน ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
- กิจกรรมเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาท้องถิ่นสุโขทัย ณ บริเวณลานวัฒนธรรมด้านหลังวัดชนะสงคราม
- การแข่งขันและการแสดงกีฬาพื้นบ้าน ณ บริเวณลานกีฬาพื้นบ้านหน้าวัดมหาธาตุ
- การแข่งขันหมากรุกไทย
- การแสดงกระบี่กระบอง
- การสาธิตมวยคาดเชือก
- การสาธิตว่าวไทย
- การสาธิตพุทธศิลป์สุโขทัย ณ บริเวณลานโพธิ์ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เวลา 16.00 น.
- การแสดงหมากรุกไทย( คน )โดยใช้นักแสดงจากนาฎศิลป์สุโขทัย
ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
- การแสดงหมู่บ้านวิถีไทยสมัยกรุงสุโขทัย ณ ศาลา 4 หลัง

เวลา 17.00 น.
- การแสดงดนตรีไทย ณ บริเวณวัดชนะสงคราม บริเวณวัดสระศรี บริเวณ
หน้าประตู ทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ด้านประตูใหญ่ และบริเวณวัดตระพังเงิน

เวลา 18.00 น. - กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ ณ หน้าวัดมหาธาตุ

เวลา 19.30 น. - การแสดงประกอบแสง เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ

เวลา 20.00 น. - การแสดงนาฎศิลป์ 4 ภาค ณ โรงละครกลางแจ้ง

เวลา 21.00 น. - การแสดงโขน ณ บริเวณด้านหลังวัดชนะสงคราม

เวลา 22.30 น. - การแสดงตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ณ บริเวณสระน้ำตระพังตระกวน

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ( วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 )
กิจกรรม
เวลา 05.30 น.
- พิธีรับอรุณแห่งความสุข ณ อุโบสถวัดตระพังเงิน
- ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระสงฆ์ 9 รูป
- พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์

เวลา 09.00 น.
- ขบวนแห่ผ้ากฐินทาน ไปทอดถวาย ณ วัดตระพังทอง

เวลา 09.30 น.
- ขบวนแห่งพระเวสสันดร และตัวละครเทศน์มหาชาติ เริ่มขบวนที่หน้าศาลเจ้า
ปู่ผาดำ ไปสิ้นสุด ณ บริเวณลานวัฒนธรรม

เวลา10.00 น.
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน หมากรุกไทย ( รอบชิงชนะเลิศ ) ณ บริเวณลานกีฬา
พื้นบ้านหน้าวัดมหาธาตุ
- การแสดงกระบี่กระบอง
- การสาธิตมวยคาดเชือก
- การสาธิตพุทธศิลป์สุโขทัย ณ บริเวณลานโพธิ์ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เวลา 11.00 น.
- จัดแสดงกระทงเล็ก พนมหมาก พนมดอกไม้
ณ บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เวลา 16.00 น.
- การแสดงหมากรุกไทย( คน )โดยใช้นักแสดงจากนาฎศิลป์สุโขทัย ณ ลาน
พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
- การแสดงหมู่บ้านวิถีไทยสมัยกรุงสุโขทัย ณ ศาลา 4 หลัง

เวลา 17.00 น.
- การแสดงดนตรีไทย ณ บริเวณวัดชนะสงคราม บริเวณวัดสระศรี และบริเวณวัดตระพังเงิน
เวลา 18.00 น. - กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ ณ หน้าวัดมหาธาตุ

เวลา 19.00 น.
- ชมขบวนอัญเชิญพระประทีป และกระทงพระราชทาน
ณ บริเวณหน้าเทศบาลเมืองสุโขทัย

เวลา 19.30 น. - การแสดงประกอบแสง เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ
เวลา 20.00 น. - การแสดงนาฎศิลป์ 4 ภาค ณ โรงละครกลางแจ้ง
เวลา 21.00 น. - การแสดงโขน ณ บริเวณด้านหลังวัดชนะสงคราม
เวลา 22.30 น. - การแสดงตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ณ บริเวณสระน้ำตระพังตระกวน

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ( วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 )
กิจกรรม
เวลา 05.30 น.
- พิธีรับอรุณแห่งความสุข ณ อุโบสถวัดตระพังเงิน
- ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระสงฆ์ 9 รูป
- พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์

เวลา 08.00 น.
- กิจกรรมขบวนอัญเชิญพระประทีป กระทงพระราชทานแห่รอบเมืองสุโขทัยธานี

เวลา10.00 น.
- ประกวดการเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาท้องถิ่นสุโขทัย
ณ ด้านหลังวัดชนะสงคราม ( รอบชิงชนะเลิศ )
- การสาธิตพุทธศิลป์สุโขทัย ณ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เวลา 13.45 น.
- ขบวนอัญเชิญพระประทีป และกระทงพระราชทาน ขบวนแห่ประเพณี
วัฒนธรรม 9 อำเภอ กระทงใหญ่ กระทงเล็ก โคมชักโคมแขวน พนมหมาก
พนมดอกไม้ ขบวนนางนพมาศ หนูน้อยนพมาศ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
ประธานต้อนรับขบวนแห่พระประทีปฯ ณ บริเวณตระพังตาล

เวลา 16.00 น.
- การแสดงหมู่บ้านวิถีไทยสมัยกรุงสุโขทัย ณ ศาลา 4 หลัง

เวลา 17.00 น.
- การแสดงดนตรีไทย ณ บริเวณวัดชนะสงคราม บริเวณวัดสระศรี บริเวณ
หน้าประตู ทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ด้านประตูใหญ่ และบริเวณ
ข้างสระน้ำตระพังตาล

เวลา 17.30 น.
- ประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดกระทงใหญ่ กระทงเล็กโคมชักโคม
แขวนพนมหมากพนมดอกไม้ หมากรุกไทย นางนพมาศ และหนูน้อยนพมาศ
และ ผู้ชนะการเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาถิ่นสุโขทัย
ณ บริเวณเวทีกลางหมู่บ้าน วัฒนธรรมด้านหลังวัดชนะสงคราม

เวลา 18.00 น. - กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ ณ หน้าวัดมหาธาตุ

เวลา 19.30 น. - การแสดงประกอบแสง-เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ ( รอบแรก )

เวลา 20.00 น. - การแสดงนาฎศิลป์ 4 ภาค ณ โรงละครกลางแจ้ง

เวลา 20.30 น. - กิจกรรมอาบน้ำเพ็งในวันสิ้นวสันตฤดู ณ บริเวณปริมณฑล

เวลา 21.00 น.
- การแสดงประกอบแสง - เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ ( รอบที่ 2 )
- การเล่นสักวา ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตะกวน)

เวลา 21.30 น.
- พิธีเผาเทียนเล่นไฟ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง
มหาราชโดยเชิญประธานจุดตะคันใหญ่
เวลา 22.00 น. - กิจกรรมตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์

เวลา 23.00 น.
- พิธีอัญเชิญพระประทีปและ กระทงพระราชทาน ลงลอยเป็นปฐมฤกษ์
ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี ( ตระพังตระกวน ) โดยประธานในพิธี
- การแสดงพลุ ตะไล ไฟพะเนียง ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี ( ตระพังตะกวน )

www.loikrathong.net