แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพปริมณฑล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพปริมณฑล แสดงบทความทั้งหมด

งานร่วมรำลึก ตำนาน-วันวาน ตลาดโบราณบางพลี



เปิดงานวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2553 เวลา 9.00 น. ณ บริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ใน (วัดหลวงพ่อโต) งานมีทุกเสาร์และอาทิตย์



ตลาดโบราณบางพลี ตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของคลองสำโรง หมู่ที่ 10 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตลาดโบราณบางพลีเดิมชื่อ “ตลาดศิริโสภณ” ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 150 ปี เป็นตลาดเก่าแก่ที่ยังคงบรรยากาศของวิถีชีวิตริมคลองที่เรียบง่าย เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยา หลายคูหาเรียงติดต่อกัน พื้นตลาดเป็นพื้นไม้ สามารถเดินติดต่อกันได้ยาวประมาณ 500 เมตร มีร้านค้าเรียงรายตลอดทาง โดยมีสินค้าทั้งเก่าและใหม่ให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย และด้วยความน่า



เทศกาลอาหารนานาชาติและอาหารไทย 4 ภาค


10 ก.ย. 2553 - 12 ก.ย. 2553
รายละเอียด

- ภายในงานพบอาหารไทย 4 ภาคและอาหารนานาชาติ ที่คุณ “อยากจะชิม ควรชิม และต้องชิม” กับอาหารประเภทต่างๆ หลากหลาย แต่คล้ายคลึงในแต่ละวัฒนธรรมนำเสนอใน Zone อาหาร 6 กลุ่ม 
- อาหารจานขนม (น้ำตาล) 
- อาหารจานผัก/เนื้อ 
- อาหารจานเส้น 
- อาหารจานห่อ 
- อาหารจานข้าว 
- อาหารจาน Herb

เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ เยาวราช 2553

เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ เยาวราช 2553




ความเป็นมาของขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นประเพณีกินเจ ซึ่งจัดในช่วงเดือนเก้าของจีน (ประมาณเดือนตุลาคม) เทศกาลไหว้พระจันทร์ เดือนแปดของจีน (ประมาณเดือนกันยายน) หรือเทศกาลตรุษจีนเดือนหนึ่งของจีน (ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) ขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ล้วนเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ และเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน หรือเรียกกันว่า "เทศกาลตรุษจีน" นั้น อาจนับได้ว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในบรรดาวันต่าง ๆ ของชาวจีน

กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะถิ่นสัมพันธวงศ์ ถือเป็นชุมชนที่สำคัญ และเป็นที่รู้จักกันดี ในบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เนื่องจากเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่เก่าแก่ มีที่พัก แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะชื่อเสียงในด้านสินค้าของที่ระลึกเกี่ยวกับทองคำ และเป็นแหล่งรวมอาหารเลิศรส ในจังหวัดต่าง ๆ ยังมีย่านชุมชนที่อยู่อาศัยและทำการค้าขายของพี่น้องประชาชนชาวไทยเชื้อสาย จีนอีกหลายแห่งที่มีความน่าสนใจ และมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในเทศกาลตรุษจีนอยู่เป็นประจำทุกปี

ซึ่ง ปีนี้ เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ เยาวราช จะมีขึ้นวันที่ 14 - 15 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 12.00 - 24.00 น. บริเวณถนนเยาวราช ตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ - แยกลำพูนไชย

กิจกรรม

1. บูธศิลปวัฒนธรรมจีน บูธกิจกรรม บูธของดีเยาวราช และการออกร้านของหน่วยงานและสมาคมต่าง ๆ และ บูธสินค้าทำมือจากนักศึกษา

2. การแสดงจากประเทศจีน สนับสนุนโดยรัฐบาลจีน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

3. การแสดงศิลปะวัฒนธรรมจีน

4. คอนเสิร์ตจากศิลปิน GMM Grammy

- วันที่ 14 บี้ The Star, รุจ The Star, สิงโต The Star, เอ็ม อรรถพล The Star
- วันที่ 15 ดิว The Star , กิ่ง The Star , ชิน ชินวุฒิ , Calories Blah Blah และอลังการโชว์จากเจ้าชายลูกทุ่ง

5. การตกแต่งด้วยแผงโคมไฟสีแดงนับพันดวงในบริเวณงาน


วันตรุษจีน

วันตรุษจีน

กิจกรรมพิธีการ

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553

• เวลา 16.00 น. พิธีกล่าวอวยพรตรุษจีน โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ เวทีการแสดงตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช

• เวลา 17.00 น. พิธีเปิดงานเทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ ปี 2553 ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ฯ (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน)

- นิทรรศการตราประทับเจ้าแม่กวนอิม ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร ตราประทับเจ้าแม่กวนอิมที่มีอายุมากว่า 1,000 ปี ณ วัดกว่างเต๋อ (เมืองซุ่ยหนิง มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน) หรือวัดบ้านเกิดเจ้าแม่กวนอิม (เจ้าแม่กวนอิมในร่างผู้ชาย) ซึ่งเคยประทับที่นี่ 69 ปี จากนั้นจึงย้ายไปไปอยู่ที่เกาะผู่ถ่อซาน ในอดีตพระสงฆ์ที่จะเดินทางไปต่างประเทศจะต้องมาประทับตราเข้าออกที่วัดแห่ง นี้ก่อนที่จะเดินทางออกนอกเขต

- เวทีกิจกรรมการแสดงจากประเทศไทยและสุดยอดศิลปการแสดงทางวัฒนธรรมของจีน 10 มณฑล (นครปักกิ่ง เขตปกครองตนเองทิเบต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เขตปกครองตนเองเผ่ากว่างซีจ้วง (กวางสี) มณฑลเหลียวหนิง มณฑลเสฉวน มณฑลจี๋หลิน มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเฮยหลงเจียง เขตปกครองตนเองซินเกียง) อาทิเช่น อุปรากรจีน การแสดงในราชสำนัก กายกรรม มวยกังฟู การแสดงดนตรีจีน การแสดงหุ่นกระบอก ระบำชนเผ่า ระบำฮุยกู ระบำมองโกล ระบำ เจียงหนาน การแสดงเปลี่ยนหน้ากากจากมณฑลเสฉวน ฯลฯ

สอบถามข้มูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเขตสัมพันธ์วงศ์ โทร. 0 2234 9688, 0. 2233 1224-8

งานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2552 กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมประดับตกแต่งไฟฟ้า : วันที่ 1 ธันวาคม 2552 - 1 มกราคม 2553 ย่านเพลินจิต - ราชประสงค์ - ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
- กิจกรรมนับถอยหลัง ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2552 - 1 มกราคม 2553 ย่านราชประสงค์ ในเขตกรุงเทพมหานคร
- การแสดงดนตรีและกิจกรรมบันเทิงต่างๆ /การแสดงแสง เสียง สื่อผสม / การนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่



ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล 9 พระอารามหลวง
- วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
- วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
- วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
- วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
- วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
- วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
- วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
- วัดบวรนิเวศวิหาร
- วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

สอบถามรายละเอียด
TAT Call Center 1672

สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง




สัมผัสกับการท่องเที่ยวทางสายน้ำ และสีสันแห่งเรืออาหาร ร้านอาหาร โรงแรม
ริมสายน้ำเจ้าพระยายามราตรี ตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน 2552

พฤศจิกายน 2552
บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานกรุงเทพ-สะพานกรุงธน) กรุงเทพมหานคร

**กำหนดการและกิจกรรมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนการเดินทางอีกครั้งนะครับ**

กิจกรรม
ชมฟรี ขบวนเรือประดับไฟฟ้า “สายน้ำสายวัฒนธรรม” และขบวนเรือประเพณีลอยกระทง
ณ บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานกรุงเทพถึงสะพานกรุงธน กรุงเทพมหานคร






สัมผัสบรรยากาศพิเศษสุดของงานลอยกระทงในแบบฉบับกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร อิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิด ชมขบวนเรือประดับไฟฟ้าในมุมมองที่ ดีที่สุด ดื่มด่ำกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม บรรยากาศตลาดย้อนยุค






ท่องเที่ยวทางน้ำตามรอยพระราชอาคันตุกะ และไหว้พระ 9 วัด ชมสีสันของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนกับสมาคมเรือไทย ร้าน อาหาร โรงแรม ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน 2552 พบกับโปรแกรมพิเศษสุด

สอบถามรายละเอียด
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองสร้างสรรค์กิจกรรม
โทรศัพท์ 0 2250 5500 ต่อ 3470-8

TAT Call Center 1672
www.loikrathong.net

งานประเพณีรับบัว

งานประเพณีรับบัว ประจำปี 2552

วันที่ 30 กันยายน - 3 ตุลาคม 2552

ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ


เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและกิจกรรมด้านพุทธศาสนาช่วง วันออกพรรษา ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการให้เป็นที่ รู้จักมากยิ่งขึ้น ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับชุมชนบางพลีจัดงานประเพณีรับบัวประจำปี 2552 ขึ้นระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 3 ตุลาคม 2552 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ
* สัมผัสวัฒนธรรมอันดีงาม "ลานวัฒนธรรม" และชมการแสดงวิถีชีวิตชาวนา ชาวลาว
ชาวมอญ ชาวจีน ชาวมุสลิม การแสดงรำกลองยาว
* เลือกชิมขนมพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง และเลือกซื้อสินค้าชุมชน "OTOP"
* ชมการแข่งขัน เช่น ชกมวยทะเล, หมากรุกคน, แข่งขันเรือมาด
* ชมการประกวดหนุ่มสาวรับบัว, ขวัญใจแม่ค้า , ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง, การนวดมือทอง,
การทำขนมพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง
* ชมขบวนเรือสวยงาม ความคิดสร้างสรรค์ และตลกขบขัน และร่วมถวายดอกบัวบูชาหลวงพ่อโต
* เยี่ยมชมและสัมผัสบรรยากาศไทยๆ ริมฝั่งคลองสำโรง พร้อมชิมอาหารอร่อย ณ "ตลาดโบราณบางพลี"



กำหนดการจัดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2552

วันที่ 30 กันยายน – 3 ตุลาคม 2552 (วันขึ้น 12 – 14 ค่ำ เดือน 11)

ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอบางพลี

**********************************

วันพุธ ที่ 30 กันยายน - 3 ตุลาคม 2552 (ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11) นมัสการหลวงพ่อโต
ณ วัดบางพลีใหญ่ใน)
เวลา 13.00 น. – 15.00 น. - ชิงชนะเลิศฟุตซอล ณ สนามโรงเรียนสันต์เสริมวิทย์ (ม.ชลเทพ)
เวลา 17.00 น. – 24.00 น. - ประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง (รอบคักเลือก เวทีหลังอำเภอ)
- จำหน่ายขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง และสินค้า OTOP

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2552 (ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 11)
เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป - ชมลานวัฒนธรรม (วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ชาวจีน
การละเล่นของเด็กไทย)
- จำหน่ายขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง สินค้า OTOP
- การแสดงโจ๊ก (ผะหมี)
เวลา 10.00 น. – 11.00 น. - การแสดงดนตรีไทย
เวลา 11.00 น. – 11.30 น. - การแสดงประเพณีรับบัว
เวลา 11.00 น. – 13.00 น. - การแสดงวิถีชีวิตชาวอิสลาม
เวลา 13.00 น. – 15.00 น. - ตลาดน้ำ ประกวดขวัญใจแม่ค้า
เวลา 15.00 น. – 15.10 น. - ประธานในพิธี นายขวัญชัย วงศ์นิติกร
(ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ)
มาถึงบริเวณลานวัฒนธรรม (ดนตรีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์)
เวลา 15.10 น. – 15.30 น. - นายนิพนธ์ เลิศศรีสุวัฒนา (นายอำเภอบางพลี) กล่าวรายงาน
เวลา 15.30 น. – 16.00 น. - ประธานมอบโล่ให้กับหน่วยงานต่างๆ กล่าวเปิดงานลานวัฒนธรรม
โดยลั่นฆ้อง 3 ครั้ง (ดนตรีไทยบรรเลงเพลงมหาฤกษ์)
เวลา 16.00 น. – 16.30 น. - การแสดงประเพณีรับบัว และมอบรางวัลขวัญใจแม่ค้า
เวลา 16.30 น. – 17.30 น. - การแสดงหมากรุกคน วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ชาวจีน
การละเล่นเด็กไทย สินค้า OTOP การแสดงโจ๊ก (ผะหมี)
เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป - รับประทานอาหารไทย
เวลา 18.00 น. – 18.10 น. - การแสดงของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
เวลา 18.10 น. – 18.30 น. - การแสดงเพลงพวงมาลัย
เวลา 18.30 น. – 18.40 น. - การแสดงของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
เวลา 18.40 น . - 19.30 น. - การแสดงของนักเรียนโรงเรียนต่างๆ
เวลา 19.30 น. – 20.30 น. - การแสดงมายากลประกอบดนตรีไทย
เวลา 20.30 น. – 21.30 น. - การแสดงรำเพลงจีน และนักร้องกิตติมศักดิ์
เวลา 17.30 น. – 24.00 น. - ประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง (รอบรองชนะเลิศ) เวทีหลังอำเภอ

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2552 (ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11)
เวลา 07.00 น. – 08.00 น. - ตักบาตรพระเรือ
เวลา 08.30 เป็นต้นไป - ชมลานวัฒนธรรม (วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ชาวจีน
การละเล่นพื้นบ้าน)
- จำหน่ายขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง สินค้า OTOP
เวลา 09.00 น. – 12.00 น. - ประกวดทำขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง
- ประกวดนวดมือทอง
เวลา 09.00 น. – 10.00 น. - การแสดงดนตรีไทย
เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป - พิธีเปิดการแข่งขันเรือมาด (ชิงรางวัลถ้วยพระราชทาน)
ณ บริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ใน ประธานในพิธี
นายขวัญชัย วงศ์นิติกร (ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ)
เวลา 10.00 น. – 10.30 น. - การแสดงประเพณีรับบัว
เวลา 10.30 น. – 12.30 น. - การแสดงโขนสดนักเรียน
เวลา 14.00 น. – 14.30 น. - การแสดงประเพณีรับบัว
เวลา 14.30 น. – 20.00 น. - ประกวดหนุ่มสาวรับบัว
เวลา 17.00 น. – 18.30 น. - การแสดงชาวบางลาว
เวลา 18.30 น. – 19.30 น. - การแสดงของนักเรียนโรงเรียนต่างๆ
เวลา 19.30 น. – 20.30 น. - การแสดงมายากลประกอบดนตรีไทย
เวลา 20.30 น. – 21.30 น. - การแสดงของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
เวลา 20.00 น. – 24.00 น. - ประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง (รอบชิงชนะเลิศ)

วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2552 (ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 )
เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป - แข่งขันชกมวยทะเล (หน้าวัดบางพลีใหญ่ใน)
เวลา 08.00 น. – 13.00 น. - ชมลานวัฒนธรรม (วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ชาวจีน
การละเล่นเด็กไทย)
- จำหน่ายขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง สินค้า OTOP
เวลา 08.00 น. – 08.30 น. - ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้มีเกียรติ พร้อมกัน ณ ปะรำพิธีศาลาริมน้ำ
หน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี
เวลา 08.00 น. – 08.30 น. - การแสดงรำกลองยาว
เวลา 08.45 น. - ประธานในพิธี นายขวัญชัย วงศ์นิติกร (ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ)
มาถึงบริเวณปะรำพิธี ฯ ดนตรีวงอังกะลุงบรรเลงเพลงมหาฤกษ์
ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
เวลา 08.50 น. – 09.00 น. - นายนิพนธ์ เลิศศรีสุวัฒนา (นายอำเภอบางพลี) กล่าวรายงาน
- ประธานมอบโล่ผู้มีอุปการะคุณ ในการจัดงานประเพณีรับบัว
เวลา 09.00 น. – 10.00 น. - ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานประเพณีรับบัว (โดยลั่นฆ้อง 3 ครั้ง)
(คนตรีวงอังกะลุงบรรเลงเพลงมหาฤกษ์) และนมัสการหลวงพ่อโต
- ประกวดเรือประเภทสวยงาม ความคิด และตลกขบขัน
เวลา 10.30 น. – 11.00 น. - ประธานมอบรางวัลเรือที่ชนะการประกวด ประเภทต่างๆ
เวลา 11.00 น. – 12.00 น. - การแสดงของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
- การแข่งขันกินข้าวต้มมัด
เวลา 13.00 น. - ปิดงาน


** กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบกำหนดการก่อนการเดินทาง**

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2250 5500 ต่อ 2994 - 6

ศูนย์บริการข่าวสารการท่องเที่ยว ททท. โทร 1672

ล่องคลองแสนแสบแบบใสๆ ใน "มีนบุรี"


คลองแสนแสบสภาพสดใสที่มีนบุรี


มองเห็นคลองแสนแสบทีไร ฉันก็นึกภาพไม่ออกทุกทีว่าไอ้ขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิจะลงไปเล่นน้ำใน คลองกันได้ยังไง ด้วยความที่มันช่างเน่าสนิทเสียจริง แต่มีคนพูดให้ฟังบ่อยๆว่า อย่าเพิ่งเอาภาพที่เห็นมาตัดสินว่าคลองแสนแสบจะเน่าสนิทไปทั้งสาย เพราะคลองแสนแสบน้ำใสๆ มีปลาแหวกว่ายสำราญใจนั้นก็มีให้เห็น แถมอยู่ในกรุงเทพฯเสียด้วย แต่เป็นกรุงเทพฯชั้นนอกที่ "มีนบุรี" นั่นเอง

สำหรับเมืองมีนบุรีนั้น มีความเป็นมาที่ยาวนาน และยังเป็นเมืองสำคัญในอดีตอีกด้วย โดยแต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ทรงโปรดเกล้าฯให้รวมเอาท้องที่อำเภอคลองสามวา อำเภอแสนแสบ อำเภอเจียรดับ และอำเภอหนองจอก รวมเป็นเมืองเดียวกันและมีฐานะเทียบเท่าจังหวัด ขนานนามว่าเป็น "เมืองมีนบุรี" ซึ่งหมายถึงเมืองปลา เพื่อให้คู่กับเมืองธัญบุรี หรือเมืองข้าวนั่นเอง


ความเป็นธรรมชาติที่ยังมีในกรุงเทพฯ


แต่มาภายหลังได้มีการยุบท้องที่เมืองมีนบุรีลงให้เหลือฐานะเป็นเพียง อำเภอ และต่อมาเมื่อได้มีการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกัน อำเภอมีนบุรีก็เปลี่ยนฐานะมาเป็นเขตมีนบุรีอย่างในปัจจุบัน

เรามาเรียนรู้เรื่องราวของเมืองมีนกันก่อนที่ "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี" ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณสำนักงานเขตมีนบุรี ในอาคารไม้ยกพื้นหลังใหญ่ ซึ่งเคยใช้เป็นศาลาว่าการเมืองมีนบุรีมาก่อน แต่ปัจจุบันอาคารหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร และใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้เราได้เข้าไปชมกัน


อาคารพิพิธภัณฑ์เมืองมีนบุรี ในสำนักงานเขตมีนบุรี


ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นห้องต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวแต่ละอย่าง เช่น ประวัติศาสตร์การตั้งเมืองมีนบุรี เขตมีนบุรีในปัจจุบัน ส่วนจัดแสดงเฉลิมพระเกียรติที่มีเก้าอี้ที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จมาเยือน ตั้งจัดแสดงไว้

นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนการแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆในอดีตของผู้ คนในย่านนี้ ทั้งเครื่องมือเกี่ยวกับการเกษตร เครื่องมือจับปลา รวมไปถึงข้าวของในบ้านเรือนอย่างโทรศัพท์ นาฬิกา พัดลมหน้าตาโบราณๆ อีกด้วย


ข้าวของที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์เมืองมีนบุรี


เดินชมข้าวของเหล่านี้ไปแล้วฉันก็ไปสะดุดกับช่องเล็กๆบนพื้นอาคาร ที่มีขนาดให้คนพอลอดลงไปได้ ทีแรกนึกว่าเป็นช่องระบายอากาศจากใต้ถุนเบื้องล่าง แต่ที่ไหนได้ ช่องเล็กๆนี้กลับเป็นช่องทางลงไปยังคุกซึ่งอยู่ใต้ถุนของอาคาร เคยใช้ขังนักโทษเมื่อในอดีตที่ยังเป็นเมืองมีนบุรีอยู่นั่นเอง

ได้รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์คร่าวๆ ของเมืองมีนบุรีกันแล้ว คราวนี้ไปดูบรรยากาศโดยรอบกันบ้างดีกว่า จากสำนักงานเขตเราเดินข้ามฝั่งถนนมายังสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซึ่งด้านหลังสวนอยู่ติดกับคลองแสนแสบ


ศาลเจ้าเจียวตี่เหล่าเอี๊ย


สำหรับประวัติของคลองสายนี้คร่าวๆ ก็คือ คลองแสนแสบเป็นคลองที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อเป็นเส้นทางเดินทัพไปทำสงครามกับญวน เป็นการขุดเชื่อมคลองหลายๆแห่งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่บริเวณวัดสระเกศ ภูเขาทอง ไปจนถึงบางปะกง ฉะเชิงเทรา เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง และยังมีประโยชน์ต่อเนื่องในการคมนาคมมาจนปัจจุบัน และเส้นทางคลองแสนแสบนี้ ก็เคยเป็นเส้นทางเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 5 รวมถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯก็เคยเสด็จล่องคลองแสนแสบนี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับชื่อที่มาของ "คลองแสนแสบ" นั้น ส่วนมากจะเชื่อตามคำบันทึกของนายดี.โอ.คิง นักสำรวจชาวอังกฤษที่บันทึกไว้ว่า "...คลองนี้ยาวถึง 55 ไมล์ เชื่อมนครกรุงเทพฯกับแม่น้ำบางปะกง...คนพื้นเมืองเป็นคนเชื้อสายมาเลย์... ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรอยู่ มือข้างหนึ่งจะต้องใช้ปัดยุงเสมอ..." จึงเป็นที่มาของชื่อแสนแสบ เพราะยุงเยอะจนต้องเกาแสบไปทั้งตัว


ตลาดเก่ามีนบุรีที่วันนี้เป็นตลาดร้าง


แต่มีที่มาอีกอย่างหนึ่งที่กล่าวไว้น่าสนใจว่า คำว่าแสนแสบนั้นน่าจะมาจากภาษามลายูมากกว่า เพราะเมื่อมีการขุดคลองนี้ขึ้น ก็ได้มีการอพยพคนจากทางใต้มาอาศัยอยู่แถบนี้กันมาก และคนมลายูก็เรียกคลองสายนี้ว่า "สุไหงแซนแญบ" หรือคลองที่เงียบสงบ โดยสุไหงแปลว่าคลองหรือแม่น้ำ และแซนแญบหมายถึง เงียบสงบ ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันไปเป็นแสนแสบ

ในมีนบุรีนี้เองที่ทำให้ฉันเริ่มเห็นภาพคลองสวยน้ำใสแทนภาพคลองดำน้ำ เน่า แม้จะน้ำไม่ใสแจ๋วราวกับกระจก แต่ก็ต้องถือว่าคุณภาพน้ำบริเวณนี้อยู่ในขั้นดี วัดได้จากการที่มีปลามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ริมน้ำยังมีชาวบ้านลงทอดแห ยกยอจับปลา ยังมีคนลงแหวกว่ายอยู่ในคลอง ก็ต้องถือว่าน้ำในคลองนี้ยังมีคุณภาพดีอยู่ หากเทียบต้นคลองกับปลายคลองแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคลองสายเดียวกัน


บรรยากาศในตลาดเก่ามีนบุรี


และในช่วงต้นปีหน้า ทางเขตมีนบุรีเขาก็มีโครงการจะทำตลาดน้ำเมืองมีนบุรีอยู่ในคลองแสนแสบ บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แห่งนี้ ก็เชื่อว่าจะดึงดูดให้หลายๆคนมาท่องเที่ยวภายในเขต ชมคลองแสนแสบสวยๆ ในบรรยากาศดีๆกันมากขึ้นแน่นอน

ว่ากันเรื่องคลองมาเสียยาว เกือบลืมพาไปเที่ยวเสียแล้ว เราเดินเท้าจากสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มาทางตลาดมีนบุรี แล้วเดินข้ามสะพานมายัง "ศาลเจ้าเจียวตี่เหล่าเอี๊ย" ศาลเจ้าเล็กๆ แต่งดงาม และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในย่านนี้

บริเวณด้านหลังศาลเจ้านั้น เป็นที่ตั้งของ "ตลาดเก่ามีนบุรี" ตลาดเก่าแก่อายุร่วมร้อยปีริมคลองแสนแสบที่เคยเป็นแหล่งค้าขายคึกคักในอดีต บริเวณนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 200 ห้อง และไม่ได้มีหน้าตาเป็นห้องแถวไม้ริมน้ำเหมือนตลาดเก่าอื่นๆที่เราเคยเห็นกัน บ่อยๆ แต่ตลาดห้องแถวที่นี่เป็นห้องแถวก่อด้วยอิฐไม่ฉาบปูน สร้างเป็นแถวยาวเรียงกันเป็นล็อกๆ


มัสยิดกมาลุลอิสลาม หรือสุเหร่าทรายกองดิน


แต่ตอนนี้บรรยากาศของตลาดเก่ามีนบุรีกลายเป็นตลาดร้าง เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2538 สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนในตลาดเป็นอย่างยิ่ง หลายๆคนจึงไม่อยากพักอาศัยอยู่ที่เดิม ต่างพากันย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ปิดบ้านไว้เฉยๆ แวะเวียนมาดูแลบ้างเป็นครั้งคราว ทำให้ภายในตลาดที่เคยคึกคักหลงเหลือแต่เพียงร้านขายของชำ 3-4 ร้าน และมีผู้คนอาศัยอยู่กันบางตา ส่วนตัวตลาดก็ได้ย้ายไปเปิดที่ใหม่บริเวณฝั่งตรงข้ามคลองแสนแสบ เรียกชื่อว่าตลาดใหม่มีนบุรี

แม้จะเป็นตลาดร้าง แต่ฉันว่าที่ตลาดเก่ามีนบุรีนี้ก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เดินชมบรรยากาศของห้องแถวก่ออิฐนี้ไปสักพักก็ชักเริ่มรู้สึกคล้ายกับไปเดิน อยู่ในเมืองจีน นี่ถ้าเปลี่ยนจากหลังคาสังกะสีเป็นหลังคากระเบื้องแบบจีน แล้วมีสะพานอิฐโค้งข้ามคลองเสียหน่อยก็ใช่เลย นอกจากนั้นที่นี่ยังใช้เป็นฉากถ่ายหนังถ่ายละครหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องผีๆ เพราะบรรยากาศของตลาดบางส่วนก็ดูเงียบสงัดเอาเสียจริงๆ


ผลิตภัณฑ์น้ำพริกนานาชนิดจากบ้านตาลเดี่ยว


ถ่ายรูปตลาดเก่าเป็นที่ระลึกไปพอสมควร คราวนี้ก็ได้เวลาสัมผัสคลองแสนแสบกันอย่างใกล้ชิดกันแล้ว โดยจากบริเวณตลาดเก่า เราจะลงเรือล่องไปชมมัสยิดกันต่อ การนั่งเรือในคลองแสนแสบบริเวณนี้ไม่ต้องก้มหน้าก้มตาหรือเอามือคอยบังกลัว น้ำกระเซ็นมาโดนแต่อย่างใด เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าน้ำในคลองบริเวณนี้ไว้ใจได้ สองข้างทางระหว่างนั่งเรือก็ยังได้ชมบ้านเรือนริมน้ำสลับกับต้นไม้ใหญ่ร่ม ครึ้มเป็นระยะๆ สังเกตว่าหลายๆบ้านจะทำกระชังเลี้ยงปลา และมียอขนาดใหญ่สำหรับจับปลา แสดงให้เห็นว่าลำคลองบริเวณนี้ยังคงสะอาดจริงๆ

ใช้เวลาไม่นานนักเราก็มาถึง "มัสยิดกมาลุลอิสลาม" หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่า "สุเหร่าทรายกองดิน" การก่อตั้งมัสยิดแห่งนี้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยชาวอิสลามที่มาจากไทรบุรีตั้งแต่สมัยเริ่มขุดคลอง แต่ในสมัยนั้นจะใช้บ้านของคหบดีมุสลิมเป็นสถานที่ประกอบกิจทางศาสนา และต่อมาได้มีดำริจะสร้างมัสยิดขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านได้นำทรายกองใหญ่มากองไว้เพื่อเตรียมก่อสร้าง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสผ่านมายังบริเวณนี้ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นก็ทรงตรัสถามว่ากองทรายไว้บนดินทำไม เมื่อทรงทราบคำตอบก็ได้พระราชทานทรายสำหรับก่อสร้างมัสยิดเพิ่มเติมให้ด้วย ชาวบ้านจึงเรียกกันต่อมาว่าสุเหร่าทรายกองดิน


ตลาดเก่าหนองจอก


จากนั้นเราลงเรือกันต่อไปยัง "ชุมชนโซะมันร่วมพัฒนา" ที่นี่เราจะได้ซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆ แต่อร่อยลิ้นอย่างน้ำพริกปลาดุกฟู น้ำพริกเผากุ้ง น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกตาแดง น้ำพริกกุ้งกรอบ น้ำพริกรวมมิตร ฯลฯ รวมถึงของกินเล่นอย่างกล้วยหยี กล้วยชิพ ถั่วสมุนไพร โดยทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของกลุ่มแม่บ้านตาลเดี่ยว ที่ร่วมมือกันเป็นกลุ่มเล็กๆผลิตอาหารและขนมต่างๆเพื่อเป็นรายได้เสริม กลุ่มแม่บ้านคอนเฟิร์มมาว่า น้ำพริกต่างๆเหล่านี้ไม่ใส่ผงชูรสและไม่ใส่สารกันบูด และฉันรับรองว่าอร่อยถูกลิ้นแน่นอน

เรามาปิดท้ายเส้นทางท่องเที่ยวกันที่ "ตลาดเก่าหนองจอก" ตลาดห้องแถวไม้ริมน้ำที่กำลังโรยรา แต่ก็มีเสน่ห์น่าชมไม่น้อย ในตลาดมีร้านยาจีน ยาสมุนไพร ร้านขายของชำของใช้สารพัดอย่าง หรือหากไม่ต้องการซื้ออะไรก็แค่เข้ามาเดินเล่นชมบรรยากาศเก่าๆ เก็บภาพประทับใจของสายน้ำคลองแสนแสบ ที่ไม่แสบเหมือนชื่อเลยสักนิดที่มีนบุรีแห่งนี้

ติดต่อ สอบถามเรื่องเรือท่องเที่ยวได้ที่ คุณพีรพงษ์ ประธานชุมชนโซ๊ะมันร่วมพัฒนา โทร.08-1434-5795 สำนักงานเขตมีนบุรี โทร.0-2540-7901, 0-2540-7160 ต่อ 6687 และกองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร โทร.0-2225-7612 ถึง 5
Thak data manager online

ทานอาหาร ชิมขนม ชมอดีต ที่"สามแพร่ง"



ซุ้มประตูวังบริเวณแพร่งสรรพศาสตร์


ชุมชนหลายแห่งในกรุงเทพฯนั้นมีอยู่หลาย แห่งที่เป็นชุมชนเก่าแก่ มีความเป็นมายาวนานและยังคงมีชีวิตชีวาอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ย่านเก่าหลายๆแห่งมักจะถูกลืม หรือถูกละเลยความสำคัญ ทั้งที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ชุมชนได้เป็นอย่างดี หลายๆคนที่ไม่อยากให้ย่านเก่าแก่เหล่านี้ต้องถูกลืม จึงได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้ามาเยี่ยมชมและได้ทราบประวัติความเป็นมาของย่านนั้นๆ

เหมือนอย่างที่ทางกรุงเทพมหานครเขากำลังจะจัดงาน "ถนนคนเดิน ทานอาหาร ชิมขนม ชมอดีต สามแพร่ง" ขึ้นในวันที่ 18-20 กันยายนนี้ ที่นอกจากจะได้ชิมอาหารอร่อยอย่างชื่องานแล้ว ก็ยังจะได้ไปชมย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ อย่างสามแพร่ง ที่ยังมีเสน่ห์จนถึงปัจจุบัน


โรงละครปรีดาลัยในอดีต



"สามแพร่ง" ที่ฉันพูดถึงนี้ ไม่ได้หมายถึงทางสามแพร่งอันเป็นทางผีผ่านตามความเชื่อของหลายๆคน และก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ "สี่แพร่ง" หรือ "ห้าแพร่ง" หนังผีที่กำลังฉายอยู่นี้อีกด้วย แต่สามแพร่งที่ว่านี้หมายถึง "แพร่งสรรพศาสตร์" "แพร่งนรา" และ "แพร่งภูธร" หรือพื้นที่บริเวณระหว่างศาลเจ้าพ่อเสือกับกระทรวงมหาดไทยนั่นเอง

ที่มาของชื่อแพร่งทั้งสามนี้ ก็มาจากชื่อเจ้านายสามพระองค์ที่มีวังที่ประทับอยู่ในบริเวณนี้ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาสตรศุภกิจ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการตัดถนนเป็นทางเชื่อมระหว่างถนนอัษฎางค์ กับถนนตะนาว ทำให้พื้นที่บริเวณวังของทั้งสามพระองค์ถูกถนนตัดผ่ากลางจนเป็นทางสามแพร่ง ต่อมาจึงตั้งชื่อถนนตามนามของทั้งสามพระองค์คือถนนแพร่งสรรพศาสตร์ ถนนแพร่งนรา และถนนแพร่งภูธร


สุขุมาลอนามัย สถานีอนามัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ



ชุมชนสามแพร่งนี้ถือเป็นย่านการค้าที่เคยรุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 โดยความเจริญนั้นเริ่มต้นขึ้นจากบริเวณเสาชิงช้าก่อนเพราะมีการตัดถนนสาย แรกๆ คือถนนบำรุงเมืองและถนนเฟื่องนครขึ้น อีกทั้งยังมีการสร้างตึกแถวสไตล์ตะวันตกให้คนมาเช่าทำการค้าขาย ซึ่งก็มีทั้งชาวจีน ชาวเปอร์เซีย และชาวตะวันตกเข้ามาค้าขายกัน ทำให้ย่านเสาชิงช้าในขณะนั้นกลายเป็นย่านการค้าอันทันสมัย และความเจริญนี้ก็ได้ขยายไปถึงย่านสามแพร่งที่อยู่ใกล้เคียงต่อมา

นอกจากนั้นแล้วที่สามแพร่งนี้มีความน่าสนใจหลายๆอย่างด้วยกัน เช่นการเปลี่ยนแปลงของชุมชนจากตลาดน้ำมาเป็นตลาดบก โดยแต่เดิมนั้นคนจะทำมาค้าขายกันทางเรือในคลองคูเมืองเดิม แต่เมื่อมีถนนตัดผ่าน การค้าเริ่มเปลี่ยนจากในคลองมาเป็นริมถนน บริเวณชุมชนสามแพร่งนี้จึงเป็นชุมชนแรกๆที่เปลี่ยนจากชุมชนตลาดน้ำมาเป็น ชุมชนตลาดบก กลายเป็นย่านการค้า มีข้าวของจากต่างประเทศมาขาย


รถโบราณหน้าอู่วิเชียรซ่อมรถ



นอกจากนั้นบริเวณนี้ก็ยังมีตลาดสดแห่งแรกอีกด้วย คือตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ปัจจุบันไม่มีร่องรอยเหลือแล้ว

คราวนี้เราไปดูกันทีละแพร่งเลยดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เริ่มจากแพร่งแรก "แพร่งสรรพศาสตร์" ที่อดีตเคยเป็นวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาสตรศุภกิจ เจ้ากรมช่างมหาดเล็ก หรือช่างทองหลวงสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณแพร่งสรรพศาสตร์นี้ปัจจุบันเหลือให้ชมเพียงแค่ซุ้มประตูหน้าวัง เพราะได้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2510 อาคารบ้านเรือนแถบนี้ถูกไฟผลาญไปจนหมด รวมทั้งตัววังด้วย


ตึกแถวที่ยังคงสภาพดีในแพร่งภูธร



และบริเวณใกล้กับซุ้มประตูวังนี้มีร้าน "วิวิธภูษาคาร" ร้านค้าเก่าแก่ที่ขายเครื่องแบบนักเรียน เครื่องแบบข้าราชการ และเครื่องหมายประดับยศต่างๆ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

ถัดจากแพร่งสรรพศาสตร์ ไปต่อกันที่ "แพร่งนรา" ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของวังวรวรรณ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ตัวตำหนักของวังเป็นตึกผสมไม้สองชั้น ประดับลวดลายฉลุไม้สวยงาม กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงมีความสนใจในเรื่องของการนิพนธ์และศิลปะการละคร โดยได้ทรงแต่งบทละครร้อง “สาวเครือฟ้า” ขึ้นโดยใช้เค้าโครงจากละครโอเปร่าเรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลาย


ตึกแถวสไตล์ตะวันตกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5


อีกทั้งได้ทรงก่อตั้งโรงละครร้องขึ้นในบริเวณตำหนักที่ประทับ ชื่อว่า "โรงละครปรีดาลัย" ขึ้นเป็นโรงละครร้องแห่งแรกในสยาม ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จมาทอดพระเนตรละครร้องที่โรงละครแห่งนี้ด้วย

ต่อมาได้มีการสร้างถนนขึ้นตัดผ่านวัง จึงเหลือเพียงตำหนักไม้ที่ใช้เป็นโรงละครปรีดาลัยเท่านั้นที่ยังเหลือให้ เห็นเป็นร่องรอยของวัง และต่อมาโรงละครนี้ก็ถูกเช่าไปเพื่อเปิดเป็นโรงเรียนตะละภัฏศึกษา สอนนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล-ม.6 แต่ได้ปิดทำการไปเมื่อ พ.ศ.2538 ปัจจุบันเป็นสำนักงานกฎหมาย แต่ตัวตำหนักก็ยังคงตั้งตระหง่านให้เราได้ชมความงามกันจนทุกวันนี้


ความเงียบสงบน่าอยู่บริเวณแพร่งภูธร


คราวนี้เดินมาจนถึงแพร่งสุดท้าย "แพร่งภูธร" ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ที่แพร่งภูธรนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอย่าง "สุขุมาลอนามัย" สถานีอนามัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ และเป็นสถานีกาชาดที่ 2 ของสภากาชาดไทย เริ่มเปิดทำการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2466 ตัวอาคารสร้างด้วยเงินทุนซึ่งมีผู้บริจาคทำบุญอุทิศถวายสมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี อัคราชเทวี และยังเปิดให้บริการรักษาชาวชุมชนและคนทั่วไปจนถึงปัจจุบัน

บริเวณด้านหลังสุขุมาลอนามัยนี้เป็นสวนหย่อมเล็กๆให้คนในชุมชนได้ นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ และสำหรับคนที่ชื่นชอบรถโบราณ ที่แพร่งภูธรนี้มี "อู่วิเชียรซ่อมรถ" อู่เก่าแก่กว่า 70 ปี ที่มีลูกค้านำรถโบราณมาให้ช่างช่วยซ่อมและตกแต่งดัดแปลงอยู่เสมอ แค่เดินผ่านหน้าอู่ก็ได้เห็นรถสวยๆหลายคันจอดให้ชมกัน


บริเวณสามแพร่งนี้เคยเป็นแหล่งการค้าขายทันสมัยมาก่อน


และนอกจากอู่รถแล้ว บริเวณแพร่งภูธรนี้ก็ยังเป็นแหล่งของกินหลากหลายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นขนมเบื้องโบราณ ข้าวเหนียวมะม่วง ก. พานิชย์เจ้าดัง และอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับคนที่อยากจะมาเดินชมสามแพร่งด้วยตัวเองในวันงาน ก็เชื่อแน่ว่าต้องสนุกแน่นอน เพราะมีกิจกรรมหลากหลายอย่างที่จะจัดขึ้นในงาน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเดินเท้าก้าวตามรอยอดีต การแสดงละครย้อนยุค การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านจำหน่ายอาหาร จำหน่ายของที่ระลึกกลางสวนสาธารณะ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในสตูดิโอย้อนยุค ซุ้มไปรษณีย์ที่ระลึก ของสะสม ประทับตราไปรษณีย์พิเศษ ชมตู้ไปรษณีย์โบราณ และถ่ายภาพส่วนบุคคลลงดวงตราไปรษณีย์ ชวนมาอ่านหนังสือหายาก หนังสือโบราณ รวมถึงรับซ่อมหนังสือเก่าโดยผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์กว่า 50 ปี จัดแสดงหนังสือเก่าหายาก


มาอร่อยกับร้านอาหารมากมายในสามแพร่ง


อีกทั้งยังมีถนนสายดนตรี แสดงดนตรีจากศิลปินอิสระ ถนนสายศิลปะ มีการแสดงศิลปะในแขนงต่างๆในรูปแบบ Street Artist เช่น การวาดภาพ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด การแสดงละครย้อนยุคโดยวิทยาลัยนาฏศิลป์ แสดงนิทรรศการสามแพร่งเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาตลอดจนวิถีชีวิต ชุมชน จัดเป็นบอร์ดนิทรรศการและ Display จัดฉายหนังกลางแปลงบริเวณด้านข้างโรงเรียนตะละภัฎ ณ แพร่งนรา โดยจะเป็นภาพยนตร์ย้อนยุคที่มีคนพากย์ซึ่งหาชมได้ยาก


Thank data ASTV manager online

เที่ยว "ตลิ่งชัน" อิ่มสุขสันต์ที่ตลาดน้ำ


วิธีซื้อของจากเรือในตลาดน้ำตลิ่งชัน


ในย่านชายขอบกรุงเทพฯอันเป็นเมืองหลวง ทันสมัย หลายๆพื้นที่ยังคงมีพื้นที่สีเขียวร่มรื่นให้ได้เห็นกัน ความเจริญที่เข้าถึงไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของเมืองหลวง ก็ไม่ได้ทำให้วิถีเกษตรที่สืบทอดกันมาจากอดีตจนมาถึงปัจจุบันสูญหายไปหมด แม้จะลดเหลือน้อยลงไปมากก็ตาม

อย่างเช่นในย่าน "ตลิ่งชัน" ที่ฉันได้มาเยี่ยมเยือนในวันนี้ ก็ยังคงเป็นเขตหนึ่งของกรุงเทพฯที่เราสามารถสูดอากาศสดชื่น ยังมองเห็นสวนผัก สวนผลไม้ สวนกล้วยไม้ ยังมีท้องร่องให้กระโดดข้ามเล่น และหากพูดถึงการท่องเที่ยวในเขตตลิ่งชันที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดก็เห็นจะเป็น การมาเที่ยว "ตลาดน้ำ" ซึ่งในเขตตลิ่งชันนี้ก็มีตลาดน้ำให้เที่ยวกันได้ถึง 3 แห่งเลยทีเดียว


นั่งเรือจากตลาดน้ำตลิ่งชันมาชมสวนกล้วยไม้


ตลาดน้ำแห่งแรกที่เรารู้จักกันดีและมีชื่อเสียงมานานก็คือ "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" ที่มีสารพัดอาหารของกินให้เลือกชิมกันได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งเผาปลาเผา ส้มตำ สารพัดยำ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ขนมไทยๆ และผลไม้จากสวน ที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะพายเรือออกมา และนั่งปรุงนั่งขายกันอยู่บนเรือ บางลำอยู่ไกลจากฝั่งหน่อยแต่ก็ไม่เป็นปัญหาเวลาจะซื้อจะขาย เพราะเขาจะใช้ไม้ยาวๆ ที่มีตะกร้าตรงปลายไว้ส่งสินค้าและรับสตางค์

และที่พลาดไม่ได้หากมาที่ตลาดน้ำตลิ่งชันก็คือการนั่งเรือนำชมคลอง ชมสวน ชมชีวิตริมน้ำของชาวตลิ่งชัน ที่เขาจะมีบริการเรือเป็นรอบๆ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงในการนั่งเรือเที่ยวในคลองชักพระ หรือคลองบางขุนศรี ซึ่งเป็นคลองที่มีความยาวถึง 8 กิโลเมตร และเป็นคลองที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ และระหว่างทางเราก็จะได้ชมบรรยากาศบ้านริมคลองที่ดูน่าอยู่ ได้เห็นตลาดลอยน้ำ หรือเรือขายขนมหรืออาหารที่ออกให้บริการเฉพาะคนที่อยู่ริมน้ำ และได้แวะชมสวนกล้วยไม้ที่มีกล้วยไม้สวยๆหลายพันธุ์ สามารถซื้อกลับบ้านกันได้ด้วย

บรรยากาศของตลาดน้ำคลองลัดมะยมมีทั้งเรือขายอาหารและเรือพายของนักท่องเที่ยว


ตลาดน้ำแห่งต่อมาของตลิ่งชัน ก็เป็นตลาดน้ำที่กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้กัน แม้จะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นานนัก นั่นก็คือ "ตลาดน้ำคลองลัดมะยม" ซึ่งแม้จะเป็นตลาดน้ำที่ขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็เต็มไปด้วยอาหารการกินต่างๆ ไม่ให้เสียชื่อว่าเป็นตลาดน้ำ ไม่ว่าจะเป็นหมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ขนมจีน ขนมนมเนยอย่างไอศกรีม ขนมถ้วย ขนมลูกชุบ น้ำผลไม้ ฯลฯ ที่มีให้เลือกซื้อหาทั้งจากในเรือที่มาลอยลำ และจากตลาดบนบก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนในคลองลัดมะยมนี่เอง โดยในวันธรรมดาเขาก็จะทำสวนหรือทำอาชีพปกติไป ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็จะเอาผลผลิตจากบ้านจากสวนมาขาย หรือทำขนมทำกับข้าวเตรียมออกมาขายกันตามฝีมือให้ลูกค้าที่มาเที่ยวได้ชิมกัน

ใครที่อิ่มอร่อยจากสารพัดอาหารแล้ว ก็อย่าลืมแวะเข้ามาเดินเที่ยวชมใน "สวนเจียมตน" ซึ่งเป็นสวนไม้ยืนต้นและไม้จำพวกสมุนไพร คนที่สนใจต้นไม้ใบหญ้าก็สามารถเข้าไปเดินดูกันได้ เพราะภายในสวนจะมีป้ายอธิบายต้นไม้หลายๆ ต้น อีกทั้งในสวนนี้ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆของตลาดน้ำ และมีมุมห้องสมุดเล็กๆ ให้เด็กๆ มานั่งอ่านหนังสือกันด้วย และที่ไม่อยากให้พลาดหากได้เข้าไปในสวนเจียมตนก็คือการพายเรือเล่นในคลอง ที่หากใครพายเป็นก็สามารถพายไปเที่ยวใกล้ได้ หรือใครไม่ค่อยถนัดก็จะมีเด็กๆ รอให้บริการเป็นฝีพายอยู่ ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะให้เงินเป็นสินน้ำใจแก่เด็กๆเพื่อเป็นกำลังใจก็ได้

ตลาดน้ำวัดสะพาน มีอาหารอร่อยเป็นเอกลักษณ์


มาถึงตลาดน้ำแห่งสุดท้ายของเขตตลิ่งชัน ซึ่งเป็นตลาดน้ำน้องใหม่ล่าสุด หรือ "ตลาดน้ำวัดสะพาน" ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความอร่อยของอาหารจากรสมือของแม่ค้าพ่อค้าที่ นี่ ซึ่งก็มีอาหารหลากชนิดให้เลือกชิมกัน ทั้งขนมจีนน้ำพริก น้ำยา แกงไก่ แกงลูกชิ้น ผัดไทย หอยทอด หมูสะเต๊ะ และขนมของกินเล่นไทยๆ อย่างเมี่ยงคำ ข้าวเหนียวหน้ากุ้งหน้ากลอย ข้าวเกรียบว่าว ข้าวหลาม ซึ่งบางร้านฉันได้ไปพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้วยอมรับว่าอร่อยจริง แต่พูดไปก็ไม่ได้รสชาติ คงต้องมาสัมผัสด้วยลิ้นตัวเองจึงจะดีที่สุด

คนที่มาเที่ยวตลาดน้ำวัดสะพานยังจะได้มาทำบุญไหว้พระที่ "วัดสะพาน" อันเป็นที่ตั้งของตลาดน้ำ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยปลายอยุธยาต่อมาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่สมัยอยุธยาอยู่หลายองค์ด้วยกัน แต่ถูกทำลายจนหักพังลงไปมาก บางองค์ก็นำมาพอกปูนซ่อมใหม่ แต่บางองค์ก็เสียหายมากเกินจะปฏิสังขรณ์ได้ โดยพระพุทธรูปองค์สำคัญของวัดนั้นมีสามองค์ด้วยกัน ประดิษฐานอยู่ในวิหารโถง ซึ่งเป็นวิหารโล่งไม่มีฝาผนัง พระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้นก็คือ "หลวงพ่อโต" "หลวงพ่อกลาง" และ "หลวงพ่อดำ" ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านในแถบนั้นเป็นจำนวนมาก

ไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดสะพาน


สำหรับใครที่มีเวลาน้อยแต่อยากชมบรรยากาศของตลาดน้ำทั้งสามแห่ง ก็สามารถทำได้ เพราะเขามีการเชื่อมโนงตลาดน้ำทั้งสามเข้าด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตลาด น้ำย่านตลิ่งชันทางน้ำ เพราะคลองในแถบนี้สามารถเชื่อมถึงกันได้หมด โดยไปเริ่มต้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน แล้วเหมาเรือมาที่ตลาดน้ำท่ามะยม แล้วมาจบที่ตลาดน้ำวัดสะพาน ในหนึ่งวันก็สามารถเที่ยวและหาของกินอร่อยๆ ได้ถึงสามตลาดน้ำเลยทีเดียว

ในย่านตลิ่งชันนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอย่าง "บ้านจักรยาน" บนถนนสวนผัก ที่ถือเป็นสวรรค์ของคนรักจักรยาน เพราะที่นี่มีจักรยานยี่ห้อต่างๆ ประเภทต่างๆ ให้ชมกันเป็นพันๆคัน ด้วยการสะสมของเจ้าของบ้าน หรืออาจารย์ทวีไทย บริบูรณ์ บุคคลผู้หลงเสน่ห์ของจักรยานและได้เริ่มลงมือเสาะหาและสะสมจักรยานมา 5 ปีด้วยกัน โดยจักรยานคันสำคัญที่คนรักจักรยานต้องอยากเห็นก็คือ จักรยานยี่ห้อ "เดตัล" ซึ่งเป็นจักรยานยี่ห้อแรกที่เข้ามาขายในประเทศไทยเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และจักรยานยี่ห้อดังอย่างราเล่ห์ ฮัมเบอร์ ฟิลลิปส์ เฮอคิวลิส รัดจ์ และบีเอสเอ เป็นต้น ซึ่งจักรยานนับพันคันเหล่านี้ก็มีทั้งวางโชว์อยู่บนพื้น และแขวนโชว์อยู่ด้านบน ละลานตาไปด้วยจักรยาน

ชมจักรยานนับพันคันในบ้านจักรยาน


แต่นอกจากจักรยานสวยๆแล้ว เจ้าของบ้านก็ยังสะสมของเก่าอย่างขวดน้ำอัดลม ขวดเหล้าเก่าๆ แบบที่หาไม่ได้ในปัจจุบันแล้ว และเฟอร์นิเจอร์เก่าดูคลาสสิคอย่างพัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมแขวน รวมถึงหนังสือเก่า โปสเตอร์เก่าต่างๆ อีกทั้งยังมีเครื่องปั้นดินเผาเป็นรูปคนและสัตว์ ซึ่งเป็นผลงานของเจ้าของบ้านเองอีกด้วย

ไม่ไกลจากบ้านจักรยาน มีสิ่งที่น่าสนใจไม่ควรพลาดอย่าง "วัดชัยพฤกษ์มาลา" วัดเก่าแก่ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา และได้รับการบูรณะมาตลอดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งยังคงมีวิหารและอุโบสถเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยาให้เราได้ชมกัน วิหารเก่าแห่งนี้ดูแปลกเพราะมีประตูเล็กอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง แถมยังมีตั้งห้าหกบาน ต่างจากวัดอื่นที่ฉันเคยไปเยือนอย่างเห็นได้ชัด มารู้ทีหลังว่าที่แท้แล้วประตูข้างนั้นก็คือหน้าต่างของวิหาร แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับคลองมหาสวัสดิ์ จึงเกิดน้ำท่วมบ่อยๆ และต้องถมที่ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหนีน้ำ ถมไปถมมาจนพื้นสูงขึ้นมาถึงหน้าต่างจนกลายเป็นทางเข้าทางออกอย่างที่เห็น

ไหว้พระในวิหารหลังเก่าของวัดชัยพฤกษ์


อีกทั้งภายในวัดยังมีพระเจดีย์ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ต่อมาใน พ.ศ.2478 หม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 3 และอัฐิของเจ้านายหลายพระองค์มาบรรจุไว้ในเจดีย์องค์นี้ด้วย

มาปิดท้ายแหล่งท่องเที่ยวของเขตตลิ่งชันกันที่ "ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร" ศูนย์ ข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ โดยภายในศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรนี้มีห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรอยู่ 4 ห้องด้วยกัน คือ "ห้องพระราชประวัติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ" ที่จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งแต่ในวัยเยาว์ของสมเด็จพระเทพรัตนฯ และพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อพระองค์เสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย และหนังสือที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากการเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์เป็นภาพสีน้ำมัน และเครื่องเคลือบดินเผาหลายสิบชิ้น

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร แหล่งความรู้ในเขตตลิ่งชัน


"ห้องเครื่องปั้นดินเผา" ซึ่งจัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทยทุกยุคสมัย ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ มีตัวอย่างของเครื่องปั้นดินเผาในยุคทวารวดี สมัยสุโขทัย สมัยล้านนาให้ชมกัน "ห้องแสดงพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมในประเทศไทย" สำหรับคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับที่มาและชาติพันธุ์ในประเทศไทยและแถบเอเชียอาคเนย์ และ "ห้องชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี" ซึ่ง จัดแสดงแหล่งโบราณคดีในภาคอีสาน การสืบเรื่องราววิถีชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยเปรียบเทียบกับสภาพ ปัจจุบัน เช่น การทำเกลือ การใช้ภาชนะดินเผา การถลุงเหล็ก อีกทั้งภายในศูนย์มานุษยวิทยาฯยังมีห้องสมุดที่มีหนังสือกว่า 40,000 รายการ ทั้งภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส ภาษาจีน

นี่ยังเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวบางส่วนของเขตตลิ่งชันเท่านั้น หากอยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจอีกก็คงต้องมาชมกันเองเสียแล้วล่ะ
Thak Data ASTV

ไหว้พระเจ้าตาก เที่ยววัด ใน"วังเดิม"

พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ศาลของพระองค์

ในสมัยก่อนเมื่อมีวัง แล้วมักจะมีการสร้างวัดไว้ภายในวังด้วยดังเช่น สมัยสุโขทัย ที่มีการสร้างวัดอยู่ในเขตวังมากมาย อาทิ วัดมหาธาตุ วัดตระพังเงิน วัดศรีสวาย วัดสระศรี ดังที่ได้หลงเหลือหลักฐานอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย สมัยอยุธยา ก็มีการสร้างวัดพระศรีสรรเพชรญไว้ในวัง ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์วัดในวังก็คือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว นั่นเอง

แต่ในสมัยกรุงธนบุรีวัดในวังนั้นไม่ได้มาจากการสร้างวัดในเขตวัง แต่เป็นการสร้างวังครอบคลุมอาณาเขตวัดเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว และถือเอาวัดนั้นๆมาเป็นวัดในวัง ซึ่งน้อยคนนักจะรู้จักวัดในวังสมัยกรุงธนบุรี

ยักษ์สหัสเดชะ และยักษ์ทศกัณฑ์ แห่งวัดแจ้ง

หากย้อนกลับไปในสมัย พ.ศ.2310 หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าเมืองตากได้ตีฝ่าวงล้อมข้าศึกออกไปตั้งมั่น ที่จังหวัดจันทบุรี จากนั้นก็ได้รวบรวมไพร่พลยกทัพกลับมาตีข้าศึกกู้เอกราชเอาบ้านเมืองกลับคืน มาเป็นของชาวไทยอีกครั้ง

แต่สงครามในครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็น อย่างมากจนเกินจะเยียวยาสร้างใหม่ และทรงเห็นว่าข้าศึกรู้จักพื้นที่ในกรุงศรีฯเป็นอย่างดีแล้ว จึงได้มีพระราชประสงค์ย้ายเมืองหลวงจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งยังกรุงธนบุรี และได้เสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทางชลมารคจนมาถึงยังหน้าวัดมะกอกเป็นเวลารุ่ง อรุณพอดี จึงได้ทรงเปลี่ยนชื่อ "วัดมะกอกนอก" แขวงวัดอรุณฯ เขตบางกอกใหญ่ เป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง

พระปรางค์วัดอรุณฯ หนึ่งในสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของวัดอรุณฯ

และพระองค์ได้ตัดสินพระทัยสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ในบริเวณนี้ เมื่อสร้างพระราชวังแล้วเสร็จทำให้วัดแจ้งตั้งอยู่ในเขตพระราชวังพอดี

สำหรับพระราชวังสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เป็นพระราชวังกษัตริย์แห่งเดียวในสมัยกรุงธนบุรี มีนามว่า"พระราชวังกรุงธนบุรี" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า"พระราชวังเดิม"

นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้และมิ ให้มีพระสงฆ์จำพรรษาเพราะถือเป็นวัดในวัง และยังถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองธนบุรีอีกด้วย


ภายในพระวิหารวัดโมลีโลกมีแท่นชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆทั้ง 4 ทิศ

จนมาในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดให้มาสร้างพระนครใหม่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้า พระยาและรื้อกำแพงพระราชวังธนบุรีออก เมื่อไม่ได้อยู่ในเขตวังแล้วพระองค์จึงโปรดให้พระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง และในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในวัดอรุณมีศาสนสถานที่สำคัญมากมาย อาทิ ยักษ์วัดแจ้ง เป็นรูปปั้นยักษ์ยืนอยู่หน้าประตูยอดซุ้มพระมงกุฎ 2 ตน ยักษ์ขาวคือ สหัสเดชะ และยักษ์เขียวคือ ทศกัณฑ์, พระปรางค์ ที่ก่ออิฐถือปูนประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจาน ชามเบญจรงค์และเปลือกหอย ทำเป็นลายดอกไม้ ใบไม้ และลายอื่นๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูลและมงกุฎปิดทอง เป็นต้น


บริเวณด้านล่างของหอสมเด็จมีรูปปั้นทหารฝรั่งคอยแบกค้ำจุนหอแห่งนี้

จากวัดอรุณฯ ฉันไปยังอีกหนึ่งวัดในเขตวังธนบุรีได้แก่ "วัดโมลีโลกยาราม" ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณฯ เขตบางกอกใหญ่ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นกัน แต่เดิมเรียกกันว่า "วัดท้ายตลาด" เพราะอยู่ต่อจากตลาดเมืองธนบุรี แต่เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมาสร้างพระราชวังก็ได้มีอาณาบริเวณครอบคลุม ถึงวัดท้ายตลาดนี้ด้วย จึงทำให้วัดท้ายตลาดกลายเป็นวัดในเขตพระราชฐานหรือวัดในพระราชวังกรุงธนบุรี เช่นเดียวกับวัดอรุณฯ

ซึ่งภายในวัดแห่งนี้มีฉางเกลือ หรือที่เก็บเกลือ เนื่องจากในสมัยนั้นเกลือมีความสำคัญมากในการถนอมอาหาร เพื่อจะสามารถเก็บอาหารไว้ได้นานๆ จนถึงคำกล่าวกันว่า "หากจะโจมตีบ้านเมือง จะต้องทำลายฉางเกลือ คลังเสบียง และคลังแสงให้ได้"

แต่เมื่อวิวัฒนาการผ่านไป มีตู้เย็น มีการเก็บถนอมอาหารได้ในรูปแบบต่างๆ ฉางเกลือจึงหมดความจำเป็นและความสำคัญลง ปัจจุบันกลายเป็นพระวิหารลักษณะทรงไทยผสมจีน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบดินเผา ช่อฟ้าใบระกาปั้นด้วยปูน ด้านในกั้นเป็น 2 ห้อง ด้านหลังเป็นห้องเล็กมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ และพระอัครสาวก

ด้านหน้าเป็นห้องใหญ่ตรงกลางมีแท่นชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประตูและหน้าต่าง ทุกช่อง เขียนลายรดน้ำงดงามแต่ชำรุด เพดานเขียนลวดลายเป็นกลุ่มดาว เล่าสืบกันมาว่าสมัยกรุงธนบุรีโปรดให้ใช้เป็นฉางเกลือ จนมีผู้ผู้เรียกว่า พระวิหารฉางเกลือ มาจนถึงทุกวันนี้

พระอุโบสถหลังคามุขมุงด้วยกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกา ซุ้มประตู หน้าต่าง และหน้าบันเป็นลายปูนปั้น บานประตูหน้าต่างเป็นไม้แกะสลักรูปต้นไม้ดอกไม้ ใกล้ๆกันมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประทับนั่ง พระหัตถ์ทั้งสองข้างจับดาบ

ด้านหลังพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากคือหอสมเด็จ วัดโมลีโลก

เมื่อฉันได้สักการะพระองค์แล้ว ก็เดินขึ้นไปบน หอสมเด็จ ซึ่งอยู่ด้านหลังพระบรมรูป ภายในมีรอยพระพุทธบาทจำลอง และอีกฟากมีรูปหล่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ซึ่งเคยเป็นพระราชาคณะของวัดนี้ เป็นที่เคารพนับถือของเจ้านายในสมัยนั้นมาก และยังเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ เสด็จออกผนวชด้วย ที่ฐานขอหอสมเด็จฉันเห็นรูปปูนปั้นเป็นทหารฝรั่งหลายคนด้วยกันดูแลรักษาหรือ คอยแบกค้ำจุนหอสมเด็จแห่งนี้อยู่กระมัง ดูสวยงามแปลกตา

ภายในวัดโมลีโลกยารามยังมีหอพระไตรปิฎก หรือ หอไตร เป็นอาคารไม้ทรงไทย หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ใช้ปูนปั้นรูปเจดีย์แทนช่อฟ้า บานประตูหน้าต่างและผนังด้านในเขียนลายรดน้ำ แต่ตอนนี้ชำรุดทรุดโทรมมากจนต้องบูรณะใหม่ บางคนเชื่อว่าที่หอไตรนี้เคยถูกใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินอีก ด้วย


ภายในพระอุโบสถวัดหงส์สวยงามด้วยลวดลายวิจิตร

ใกล้ๆกับวัดโมลีโลกยาราม คือ "วัดหงส์รัตนาราม" ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณฯ เขตบางกอกใหญ่ เดิมชาวบ้านเรียกว่า "วัดเจ้าขรัวหงส์" ตามชื่อของเศรษฐีชาวจีนผู้สร้างวัดในสมัยอยุธยา ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี ได้รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฏิ และในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดหงส์รัตนาราม"

ภายในวัดพระอุโบสถที่สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน เล่ากันว่าพระองค์มักจะเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนี้ ต่อมาได้มีการบูรณะมีพาไลแบบศิลปะรัชกาลที่ 3 ซุ้มประตูลักษณะจีนปนฝรั่ง ลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูหน้าต่าง ได้รับการยกย่องในเรื่องฝีมือมาก เสาภายในพระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาตอนต้นซึ่งนำแบบอย่าง มาจากสุโขทัยเป็นเสากลมเรียงเข้าไปแบ่งได้ เจ็ดห้อง เขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับด้วยดอกพุดตาน

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯเก่าสร้างด้วยไม้และด้านหลังเป็นศาลหลังใหม่

จิตรกรรมฝาผนังและลวดลายแกะสลักที่ประตูนั้น เป็นลายดอกพุดตาน และเบญจมาศเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ซึ่งดอกพุดตาน เบญจมาศ และโบตั๋นนั้น จะเกี่ยวกับความเชื่อใน ฮก ลก ซิ่วด้วย นอกจากนี้ยังมีจิตกรรมสีฝุ่นเขียนใส่กรอบกระจกเรื่องรัตพิมพวงศ์ หรือตำนานพระแก้วมรกต ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4

ภายในวิหารด้านข้างพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองโบราณ ลักษณะเป็นฝีมือประติมากรชั้นเยี่ยม สมัยสุโขทัย โดยพระพุทธรูปทองโบราณเดิมนั้นองค์พระได้ถูกพอกด้วยปูนปั้น เมื่อทำการกะเทาะปูนออกจึงพบองค์พระเป็นทองเนื้อห้า โดยบริเวณฐานพระมีตัวอักษรสมัยอู่ทองจารึกอยู่ลักษณะองค์พระถือเป็นแบบอย่าง พุทธศิลป์สมัยสุโขทัยที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง

จิตกรรมฝาผนังอันสวยงาม, จิตกรรมสีฝุ่นตำนานพระแก้วมรกต และลวดลายรูปหงส์ที่บานหน้าต่าง

อีกทั้งภายในบริเวณวัดยังมีสระน้ำมนต์ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะเสด็จมาสรงน้ำที่นี่เมื่อมีพิธีสำคัญของแผ่น ดิน ที่กลางสระน้ำจะมีหินอาคมอยู่ เชื่อกันว่าผู้ใดที่มาอาบ-กิน จะได้ผลสัมฤทธิ์ดังที่อธิษฐานไว้

และยังมีเรื่องเล่ากันว่าในปี 2325 เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะสวรรคต ได้มีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ ปรากฏว่าพระโลหิตของพระองค์ตกลงพื้นดินซึ่งเป็นบริเวณหลังวัดหงส์ ประชาชนผู้เคารพนับถือพระองค์จึงได้พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้นมา ณ ที่แห่งนี้ โดยสร้างเป็นศาลไม้ เวลาผ่านไปจึงเกิดการชำรุดทรุดโทรม กองทัพเรือจึงได้มาบูรณะสร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใหม่ใหญ่โตสวยงาม ในบริเวณเดียวกัน แต่ก็ยังคงรักษาศาลเก่าไว้ให้เรากราบไหว้บูชากันด้วย

ซึ่งหากใครที่ได้ไปกราบไหว้ที่ศาลจะเห็นข้อความในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าตากว่า " อันตัวกูชื่อว่าพระยาตาก ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา แด่ศาสนาสมณะพุทธโคดม ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชีปฏิบัติให้พอสม เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม ถวายบังคมแทบบาทพระศาสดา คิดถึงพ่อพ่ออยู่คู่กับเจ้า ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา พระพุทธศาสน์อยู่ยงคู่องค์กษัตรา พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน"

จะเห็นได้ว่านอกจากพระองค์จะทรงเป็นนักรบที่แกล้วกล้าแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นนักการศาสนาที่เคร่งครัดอีกด้วย จนกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงกอบกู้ชาติมาพร้อมกับการกอบกู้พระศาสนาในคราเดียว กันก็ว่าได้

ขอบคุณภาพถ่ายข้อมูล ASTV

ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร




ล่องเจ้าพระยา ด้วยเรือด่วน

จากท่าน้ำ จ. นนทบุรี ถึงท่าน้ำวัดราชสิงขรในสมัยอยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายหลักจากอยุธยาสู่ปากอ่าวไทย ช่วงโค้งน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบผ่านเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า " เกาะรัตนโกสินทร์ " ซึ่งสถาปนาในรัชกาลที่1 พ.ศ. 2325 โดยมีพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วอันงามสง่าเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของพระราชวังเดิมสมัยธนบุรี และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างประเทศตลอดสายน้ำเจ้าพระยาทางนี้มีท่าเรือหลายแห่งให้แวะขึ้นไปเดินชม มีทั้งตลาดดั้งเดิมคู่กรุงเทพฯ ตลาดดอกไม้ ผักผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ รวมทั้งแหล่งอาหารและแหล่งจับจ่ายที่ได้สัมผัสสีสันวิถีชีวิตของคนกรุงเทพ ฯ ได้ตั้งแต่ย่ำรุ่งจนถึงยามค่ำคืน หรือจะชมทิวทัศน์ของสถาปัตยกรรมทางน้ำ ทั้งโบสถ์ฝรั่ง มัสยิด วังเจ้านาย บ้านโบราณของคหบดี บริษัทห้างร้านของชาวตะวันตกที่แทรกสลับด้วยอาคารสำนักงานหรูทันสมัย ที่สะท้อนการผสมผสานสองบุคลิกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งมหานครแห่งความทันสมัยและศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ
นอกจากการนั่งเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำแล้ว จุดที่แนะนำให้แวะขึ้นไปเดินเที่ยว ได้แก่ ปากคลองตลาด แหล่งขายส่งดอกไม้ และพืชผักผลไม้แห่งใหญ่ เทเวศร์ แหล่งขายต้นไม้และย่านอาหารอร่อย แต่ที่ไม่ควรพลาดคือ การเดินชมย่านไชน่าทาวน์เยาวราช จากท่าน้ำราชวงศ์เดินเลียบไปตามถนนราชวงศ์เข้าสู่ย่านไชน่าทาวน์ริมถนนเยาวราช แวะเข้าไปนั่งดื่มน้ำชา กาแฟที่ร้านกาแฟโบราณ หรือชิมอาหารจีนในภัตตาคารรุ่นแรก ๆ ของเยาวราชบนถนนพาดสาย หากมีเวลาอาจเดินต่อไปทางสำเพ็งและพาหุรัด หรือ ลิตเติ้ลอินเดีย แหล่งขายผ้า อาหาร และเครื่องเทศแบบอินเดีย
อีกแหล่งที่ไม่ควรพลาดคือ ท่าพระอาทิตย์ ยามเย็นเดินชมอาคารเก่าริมแม่น้ำตามเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสุดทางที่สวนสันติชัยปราการ ภายในสวนมีพระที่นั่งสันติชัยปราการริมน้ำไม่ไกลจากพระที่นั่งมีต้นลำพูต้นสุดท้ายของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "บางลำพู" ภายในบริเวณยังเป็นที่ตั้งของป้อมพระสุเมรุ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ป้อมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ที่เหลืออยู่
เรือโดยสารของ บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา บริการทุกวันจากท่าวัดราชสิงขรถึงท่าน้ำนนทบุรี ( ในช่วงเวลาเร่งด่วนไปท่าเรือปากเกร็ด ) เที่ยวแรก เวลา 06.00 น. เที่ยวสุดท้าย เวลา 18.40 น.


ตัวอย่างโปรแกรมท่องเที่ยวทางน้ำ ของบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา



ล่องเรือสุขสันต์ กับเรือด่วนเจ้าพระยา (เส้นทางจากท่าสาทรถึงท่าพระอาทิตย์)
บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.30-15.00 น. ออกทุกๆ 30 นาที
เรือโดยสารพิเศษ สำหรับเดินทางท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถใช้เดินทางขึ้น-ลงได้ตลอดทั้งวัน ให้บริการโดย บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด สะดวกสบายด้วยเรือโดยสารขนาดใหญ่ พร้อมมัคคุเทศก์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบนเรือ ให้บริการเชื่อมต่อจาก สถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน จาก ท่าเรือสาทร ไปยัง ท่าเรือพระอาทิตย์ ซึ่งให้บริการรับ-ส่ง 10 ท่าเรือที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวรอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ สามารถแวะชมสถานที่ที่น่าสนใจริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์, พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี เยาวราช ศาลเจ้าพ่อกวนอู และถนนข้าวสารเป็นต้น ราคาชุดบัตรโดยสาร 100 บาท จำหน่ายบัตรที่ท่าเรือสาทร (สะพานตากสิน)

ล่องเรือสุขสันต์ ไหว้พระ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-15.09 น. ขึ้นเรือที่ ท่าเรือมหาราช (อยู่ระหว่างท่าช้าง และท่าพระจันทร์) แวะสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 9 แห่งได้แก่ 1. หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) ณ วัดกัลยาณมิตร 2. ศาลเจ้าเกียงอันเก็ง 3. ศาลเจ้ากวนอู และชมสวนสมเด็จย่า 4. พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม 5. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม 6. วัดสามพระยา (บางขุนพรหม) 6. พระแซกคำ ณ วัดคฤหบดี 7. พระพุทธเทวราชปฎิมากร ณ วัดเทวราชกุญชร พร้อมให้อาหารปลาบริเวณหน้าวัด 8.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ 199 บาท เด็ก 99 บาท(สูงไม่เกิน 100 ซม.)

ล่องเรือสุขสันต์ เที่ยวเกาะเกร็ด
บริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00-16.30 น. เรือออกจากท่าเรือสาทร(ตากสิน) สู่ท่าเรือมหาราช มุ่งสู่วัดเฉลิมพระเกียรติเพลิดเพลินกับความงามของอุทยานทางน้ำแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมกับให้อาหารปลาหน้าวัด จากนั้นเดินทางต่อไปยังเกาะเกร็ด ชมความงามของวัดปรมัยยิกาวาสวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ซึ่งมีประวัติมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ทั้งศิลปะทางสถาปัตยกรรม ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และลายปูนปั้นในพระอุโบสถ จากนั้นแวะหมู่บ้านชาวมอญชมการสาธิตการทำ เครื่องปั้นดินเผา และเดินทางโดยเรือกลับสู่กรุงเทพฯ อัตราค่าบริการ คนละ 300 บาท

ติดต่อ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด โทร.0 2623 6001-3, 0 2222 5330 โทรสาร 0 2225 3002 เว็บไซต์www.chaophrayaboat.co.th

แถมอีกหน่อย ....ขอรับ
เรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมอาหารค่ำ

เจ้าพระยาครูส ออกจากท่าริเวอร์ซิตี้ โทร. 0 2541 5599 www.chaophrayacruise.com

เรือแกรนด์เพิร์ล โทร. 0 2861 0255 ต่อ 201-204 www.grandpearlcruise.com
แม่ย่านาง ดินเนอร์ ครูส ออกจากท่าเรือโรงแรมโอเรียนเต็ล โทร. 0 2659 9000 ต่อ 7306
เรือมโนราห์ โทร. 0 2477 0770 www.manohracruises.com
ยกยอ มารีน่า โทร. 0 2863 0565-6 www.yokyor.co.th
เรือริเวอร์ไซต์ ออกจากโรงแรมริเวอร์ไซด์ โทร. 0 2883 1588

ติดต่อเรือเช่าล่องเจ้าพระยา- ติดต่อได้ที่ ท่าช้าง ท่าสี่พระยา ท่าพระอาทิตย์ หรือสอบถามศูนย์ท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร โทร. 0 2225 7612-4
- มโนห์รา ดรีม เรือท่องเที่ยวหรูคลาสสิก ตกแต่งแบบไทย โทร. 0 2477 0770